ภูกระดึง พึงกระดู กูมาแล้ว 2540 -2541

ภูกระดึง
เมืองแห่งทะเลภูเขา สุดหนาวในสยาม ดอกไม้งามสามฤดู
ภูกระดึง (Pull กะ ดึง)ผมว่าทุกท่านน่าจะรู้จักชื่อนี้ดี และ ก็รู้จักกันมานานแล้ว และ ผมก็คิดว่าหลายท่านก็ได้ไปพิชิตยอดภูกระดึง ไปถ่ายรูปที่ผาหล่มสักกันมาหลายๆรูปเลย ภูกระดึงตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติภูกระดึง อำเภอภูกระดึง อยู่ที่จังหวัดที่เราไปไม่ถึงก็คือ เลยนั่นเอง ลักษณะของภูกระดึงจะมีลักษณะคล้ายระฆังคว่ำ หรือ เหมือนภูเขาที่ตัดเอายอดเขาออก ทำให้บริเวณข้างบนภูจึงเป็นลานกว้างๆ ภูกระดึงนั้นจะเปิดให้บริการแค่ช่วงหน้าหนาวกับหน้าร้อนเท่านั้น พอถึงเดือนมิถุนายน ถึง กันยายน ทางอุทยานก็จะปิดไม่ให้ขึ้นภูเพราะต้องการให้ป่าพื้นสภาพ ดังนั้นจะไปช่วงไหนก็ต้องวางแผนกันให้ดีๆน่ะครับ อีกช่วงที่ไม่แน่นำให้ไปเลย ก็ช่วงปีใหม่ ช่วงที่ผมไปพอดี คนเยอะมากๆๆๆๆๆ ทุกสิ่งทุกอย่างต้องแย่งกันเลย ม่ะไหว อึดอัดครับ
 
คณะผู้เดินทาง
การเดินทางไปครั้งนี้ตอนแรกเราวางแผนไว้ว่าจะไปกัน 6 คนคือ ผม ต้น อาท เบนซ์ เอ๋ และก็ถั่ว (ก็เกือบจะเป็นชุดเดียวกันที่ไปทีลอซู) แต่แล้วถั่วก็มาเบี้ยวเราในวันก่อนไป จึงเหลือคณะผู้เดินทาง 5 คน พวกผมก็ดูตารางเวลาว่าจะไปวันไหนดี ก็ไปตกช่วงหลังสอบมิดเทอม่กอนปีใหม่พอดี ผมก็เลยไปจองตั๋วรถทัวย์ พอสอบเสร็จ เราก็ไปพร้อมกันที่หมอชิตเลย
 
เช้านี้ที่จังหวัดเลย
พวกผมออกเดินทางจากรุงเทพมุ่งหน้าเข้าจังหวัดเลย (จริงแล้ว ถ้าใครจะไปภูกระดึง ควรจะลงรถที่ผานกเค้า) เนื่องจากผมมีญาติอยู่ที่จังหวัดเลย อาเจ็กบูนมารอรับที่ท่ารถจากนั้นก็ ขึ้นรถ nissan NV ไปที่อ.นาด้วง ซึ่งเป็นบ้านของอาเจ็ก เพื่อไป ล้างหน้าแปรงฟันและกินข้าวกัน พวกผมก็ไปกันด้วยความหิวโซซัดกันซ่ะของกินแทบหมด (ทั้งหิว – ทั้งอร่อย) จากนั้นก็ออกเดินทางกลับไปที่ผานกเค้า ไปซื้อถุงมือ หมวกไหมพรม สั่งซื้อข้าวไว้กินที่ภู (ถ้าใครไม่ต้องการทำอาหารเอง ก็สามารถสั่งอาหารกับน้ำดื่มได้ที่นี่ แล้ว พอขึ้นไปก็ไปเอาอาหารกับน้ำได้ที่บนภูเพราะจะมีร้านเปิดไว้อยู่) จากนั้นพวกผมก็มุ่งหนเปที่ตีน ภูโดยมาอาเจ็กมาส่ง แล้วก็นัดแนะว่าจะมารับตอนไหน จากนั้นพวกผมก็เดินทางเข้าสู่ภูกระดึง
 
แบกเป้ขึ้นภู
ด้วยประสพการณ์ที่เคยไปทีลอซูมาก่อน พวกผมก็รู้ซึ้งว่าการแบกของที่มันหนักเกินไปมันจะไม่ไหว พวกผมก็เลยเอาพวกอุปกรณ์ยังชีพ เช่น พวกหม้อ น้ำดื่ม อาหารแห้ง และก็ของที่จำเป็นต้องใช้ในการเดินขึ้นภู ไปไว้กับพวกลูกหาบ และทำการเฉลี่ยน้ำหนักของที่ต้องแบกกัน จากนั้นก็เดินทางเข้าสู่เส้นทางขึ้นภูกระดึง
 
ด่านที่ 1.
เมื่อเดินทางจากที่ทำการอุทยาน ซัก 800 เมตร ก็จะมาถึง ปางกกค่า เส้นทางเดินนั้นยังไม่เท่าไหร่ เรื่อย ๆ
ด่านที่ 2.
แต่พอจาก ปางกกค่า มา ระยะทางซัก 200 เมตร จะถึงซำแฮก พวกผมก็ แฮกกันจริงๆ เพราะมันเป็นช่วงที่ทางชันที่สุด กว่าจะถึงก็หลายแฮกอยู่เหมือนกัน
ด่านที่ 3.
จากซำแฮก ไป ซำบอน ระยะทาง 700 เมตร

ด่านที่ 4.
จากซำบอน ไป ซำกกกอก (ซำ กก กอก) ระยะทาง ซัก 360 เมตร ก็เดินไม่ยากแล้ว เพราะเริ่มอยู่ตัว ถ้าผ่านซำแฮกมาได้ ที่เหลือก็สบายๆ

ด่านที่ 5.
จากซำกกกอก ไป พร่านพรานแป ระยะทาง 440 เมตร ที่เค้าเรียกว่า พร่าน เพราะ พร่าน จะหมายถึงสถานที่เซ่นไหว้ เป็นที่ประกอบพิธีขอขมา ก่อนที่จะออกล่าสัตว์
ด่านที่ 6.
จากพร่านพรานแป ไป ซำกกหว้า ระยะทาง 440 เมตร

ด่านที่ 7.
จากซำกกหว้า ไป ซำกกไฝ่ ระยะทาง 460 เมตร

ด่านที่ 8.
จากซำกกไฝ่ ไป ซำกกโดน ระยะทาง 300 เมตร

ด่านที่ 9.
จากซำกกโดน ไป ซำแคร่ ระยะทาง 480 เมตร คำว่า ซำ นั่น เค้าหมายถึงบริเวณที่เป็นตาน้ำ หรือ มีแหล่งน้ำซับ

ด่านที่ 10.
จากซำแคร่ ถึง หลังแป ระยะทาง ประมาณ 1 กิโลได้ เป็นระยะปีนภูช่วงสุดท้าย ซึ่งก็ เรียกว่าต้องเรียกฮึดสุดท้าน เพื่อปีนขึ้นไป เพราะมันชันได้เรื่องเลย แต่พอมาถึงหลังแปแล้วสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยที่ทุกคนต้องทำคือ ถ่ายรูปกับป้าย "เราคือผู้พิชิตภูกระดึง" แล้วพอหายเหนื่อยก็เดินกันต่อ

ด่านที่ 11.
จากหลังแป ไปถึง ที่ทำการศูนย์วังกวาง เป็นทางลาด ไม่ต้องปีนแล้ว เดินลากขากันได้สบายๆ ระยะทาง ประมาณ 3 กิโล เดินไปเรื่อยๆ ชมบรรยากาศ ดูต้นสนสองใบ ไปตลอดทาง
 
ที่ทำการศูนย์วังกวาง
เมื่อเดินทางมาถึง พวกผมก็เข้าไปที่ทำการ จ่ายค่ากางเต็นท์ แล้ว ก็ไปหาที่ว่างๆ (หาอยากมาก คนโคตรเยอะ) แล้ว เราก็มาเจอ กลุ่มนึงเค้ากำลังเก็บเต็นท์ เพราะว่ากำลังจะกลับแล้ว พวกผมก็ช่วยเค้าเก็บแล้วก็กางของเราลงไปแทน เมื่อเต็นท์ทั้งสองหลังถูกกางกันเสร็จ พวกเราก็ลงมือจัดการกับมื้อเที่ยงกัน จากนั้นก็ออกไปเช่าเตา ผ้าห่ม ที่รองนอน เพื่อเตรียมตัวรอรับอากาศที่หนาวเย็นมากๆ ในคืนแรก

 
คืนแรกอันแสนจะหนาว
ตกเย็นพวกผมก็จัดการก่อกองไฟขึ้นมาเพื่อทำอาหาร แล้วเอาไว้ผิงไฟกันในช่วงเวลากลางคืน คืนแรกนั้นอากาศหนาวมาก มากกว่าที่คิดไว้เยอะ พวกผมก็นั่งชุมมุนรอบกองไฟกันชื่นชมบรรยากาศยามค่ำคืน แล้วก็วางแผนกันสำหรับวันพรุ่งนี้
คืนแรกนั้นผมประมาทมากเลยที่เช่าผ้าห่มมาแค่ผืนเดียว (ผมเช่ามาห่มนอนคู่กับเบนส์) แต่คืนนั้นหนาวจริงๆ พอเลยเที่ยงคืนไปแล้ว ผ้าห่มผืนเดียวไม่พอ เล่นเอาตัวแทบแข็งเลยง่ะ
 
เช้านี้ที่ผานกแอ่น
ประมาณซักตี 5 ก็จะเริ่มมีเสียงเอะอะของผู้คน เช้าๆที่ภูกระดึง เค้าจะตื่นไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกันที่ผานกแอ่น พวกผมก็ตื่นไปดูเหมือนกันเดิ๋ยวจะหาว่ามาไม่ถึง เส้นทางเดินก็ไม่ไกลมาก กิโลกว่าๆก็ถึง เดินย้อนกลับทางที่เราขึ้นมา หรือเดินตามๆคนที่เค้าเดินไปก็ได้ บรรยากาศโดยรวมก็ไม่มีอะไรมาก อาจเป็นเพราะคนเยอะไปหน่อย จากนั้นพวกผมก็กลับไปทำอาหารเช้ากัน เพื่อเตรียมตัวเดินทางยาวทั้งวัน

 
ถึงเวลาย่ำเท้า
เมื่อทุกอย่างตอนเช้าเรียบร้อยพวกผมก็ไปเบิกอาหารเช้าที่จองกันมาตอนอยู่ตีนภู เพื่อจะได้เอาไว้กินกันตอนเที่ยง และตอนเย็นช่วงดูพระอาทิตย์ตกดิน การเดินทางเป้นการเดินทางในวงกว้าง เส้นทางจะเดินไปเริ่มต้นที่ผาหล่มสัก (หลายท่านอาจจะไปดูพระอาทิตย์ตกที่ผาหล่มสัก แต่พวกผมเลือกไปดูที่ผาหมากดูด เพราะเวลามืดแล้วจะเดินทางกลับได้ใกล้ และง่ายกว่า) การเดินระยทางแรกจะยาวหน่อย กว่าผมจะเดินถึงผาหล่มซักก็น่าจะเกือบเที่ยง แล้วพวกผมก็มาถึงผาหล่มสัก
 
ผาหล่มสัก
หน้าผายอดฮิต ถึอว่าเป็นเครื่องหมายการค้าของภูกระดึงเลย รู้ไหมครับว่าทำไมเค้าถึงเรียกว่าผาหล่มสัก เพราะลักษณะภูมิประเทศ ผาหล่มสักหันหน้าไปทางทิศตะวันตก เบื้องล่างเป็นเนินเข้าไม่มีเขาสูงมาบังตอนที่พระอาทิตย์ตก ถ้ามองไปเบื้องล่างเราจะมองเห็นอ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ เราจึงผาแห่งนี้ว่าผาหล่มสัก ผาหล่มสักอยู่ห่างจากที่ทำการวังกวางประมาณ 9 กิโลเมตร กว่าจะเดินมาถึง ก็เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกัน เพราะพวกผมก็ตั้งหน้าตั้งตาเดินมาเลย ไม่ได้แวะที่ไหนจริงจัง ผาหล่มสักเป็นสถานที่ที่ทุกคนต้องแวะมาแน่นอน ดังนั่นถ้าเรามาผิดจังหวะอาจจะต้องรอนานหน่อยกว่าจะได้ถ่ายรูปเท่ ๆ โชคดีมากที่พวกผมออกมากันเร็ว คนก็เลยยังไม่ค่อยเยอะ ทำให้มีเวลาอันมากมายในการถ่ายภาพ และ กินมื้อเที่ยงกันที่นี้
 
 
ผาแดง ผาเหยียบเมฆ ผานาน้อย ผาจำศีล
สี่ผาที่ผมเอ่ยชื่อขึ้นมานั้นเป็นหน้าผาที่อยู่ในเส้นทางเดินเรียงตามลำดับจากผาหล่มสักไปจนถึงผาหมากดูก ตลอดเส้นทางที่เดินกันมาพวกผมก็แวะทุกผาถ่ายรูปกันทุกผา สารพัดแอ็คชั่นมีเท่าไรก็งัดออกมากันเต็มที่ บรรกาศนั้นดีมาก ตลอกเส้นทางก็จะต้นสนทางด้านซ้าย และหน้าผาทางด้านขวาทำให้อากาศไม่ร้อนมาก มีลมพัดตลอดเวลา

 
 
 
ผาหมากดูก
เป้าหมายสุดท้ายของการเดินทางวันนี้ ก็คือ ผาหมากดูก ที่นี่ช่วงเย็นๆคนจะเยอะมาก เพราะทุกคนตั้งใจจะดูพระอาทิตย์ตกกันที่นี้ เนื่องจากระยะไม่ห่างจากที่ทำการฯ และสามารถเดินทางกลับที่ทำการได้ง่ายกว่าผาหล่มสักมาก พวกผมมาถึงกัน ก็ประมาณช่วงเย็นๆ จากนั้นก็จับจองพื้นที่นั่งเพื่อรอดูพระอาทิตย์ตก และก็เอาอาหารกล่องออกมารับประทานกันในมื้อเย็น เมื่อท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี อากาศโดยรอบก็เริ่มเย็นขึ้นเลยๆ ดังนั่นจงอย่าลืมเอาเสื้อกันหนาว หมวกไหมพรม และ ถุงมือไปด้วย เพราะถึงแม้ว่าตรวจทั้งวันอากาศจะร้อน แต่พอเย็นๆ แล้ว อากาศก็จะหนาวเลย จากนั้นตะวันก็ลับจากขอบฟ้าไป

 
 
นอน นอน นอน
เนื่องจากเราเลือกดูพระอาทิตย์ตกที่ผาหมากดูก การเดินทางกลับที่พักจึงใช้เวลาไม่นานนัก เมื่อมาถึงที่พักพวกผมก็ไปเช่าผ้าห่มอีกผืน เนื่องจากคืนแรกหนาวมากๆ จากนั้นพวกผมกมานั่งกันรอบกองไฟนั่งคุยกันไปต่าง ๆ นานา แล้วก็คุยกันเรื่องแผนการเดินทางวันพรุ่งนี้ว่าจะไปไหนกันบ้าง จากนั้นก็เข้าเต็นท์ แล้วก็หลับกันยาวเลย
 
เช้าวันสุดท้าย
เช้าวันนี้เราไม่ต้องตื่นแต่เช้าแล้วเนื่องจากเราไม่ต้องไปดูพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว เมื่อตื่นมาเราก็เริ่มตั้งเตาต้มม่ามาเป็นอาหารมื้อเช้า จัดแจงเก็บข้าวของเพื่อเตรียมตัวออกเดินทางเข้าป่า วันนี้พวกเราได้อาบน้ำด้วย การเดินทางเข้าป่าครั้งนี้ เราก็จะเดินไปอีกทางกับเมื่อวาน เส้นทางเดินธรรมชาติวันนี้อากาศจะดีกว่าเมื่อวานมาก เพราะเราจะเดินเข้าป่ากัน
 
เดินป่าภูกระดึง
เริ่มเดินทางจากลานพระ แล้วก็เลี้ยวเข้าป่า ตลอดทางเดินจะไม่ร้อน อากาศจะดีมา บรรยากาศร่มรื่น ถ้าไปตอนเช้าๆจะดีมากๆ พวกผมก็เดินเท้าไปแวะตามน้ำตกต่าง ๆ เช่น น้ำตกวังกวาง น้ำตกโผนพบ น้ำตกถ้ำใหญ่ ซึ่งเราก็จะได้พบใบเมเปิ้ลสีแดงสดไป เกือบตลอดทาง และพวกผมยังได้แวะไปที่สระแก้ว และ สระอโนดาต จากนั้น ก็วนรอบกลับที่พักอีกครั้ง
  
 
เก็บของลงภู
แล้วก็ถึงเวลาที่พวกผมต้องกลับแล้ว หลังจากจัดการมื้อเที่ยงเรียบร้อยแล้ว ก็เก็บของ แบกของทั้งหมดลงภู ขาลงนั่นง่ายๆ สบายมาก เพราะเดินลง พวกผมก็ลงกันด้วยความรวดเร็ว ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงก็ลงถึงตีนภู พอลงมาถึงพวกผมก็ตรวจสอบข้าวของที่แบกลงมาครบถ้วนหรือเปล่า จากนั้นก็ไปอาบน้ำกัน เพราะคืนนี้ต้องนั่งรถทัวย์กลับกรุงเทพมหานคร ก็เกรงใจคนอื่นเค้า แล้วทุกคนก็หลับกัน จนเย็นๆ อาเจ็กก็มารับแล้วก็ไปส่งขึ้นรถที่ผานกเค้า คืนนั้นรถมาช้าหน่อยก็จะได้ขึ้นรถก็ดึกมาก พอได้ขึ้รรถทัวย์พวกผมก็หลับยาวกันจนถึงหมอชิต
 
สรุปการเดินทาง
การเดินทางครั้งนี้เป็นการเข้าป่าครั้งที่ 2 ก็ถือว่าประสพการณ์ที่เราได้ไปทีลอซู ก็ช่วยเราได้มาก ทำให้เราไม่ค่อยมีปัญหามาก แต่ถ้าถามความรู้สึกจริงๆ ผมไม่ค่อยประทับใจซักเท่าไหร่ เพราะคนเยอะ บรรยากาศโดยรวมไม่ค่อยมีความเป็นส่วนตัวเลย มองไปทางไหนก็เจอแต่ผู้คน สภาพแออัดไปหน่อย ถ้าควบคุมจำนวนคนที่ขึ้นมาภูได้คงจะดีกว่านี้ แต่ก็สนุกไปอีกแบบ ถ้าใครได้ไปก็เลือกช่วงเวลาดีๆหล่ะกันครับ สภาพป่ายังถือว่าดีอยู่ มีเวลาซัก 2 วันบนภูผมว่ากำลังดี แต่ถามว่าไปอีกไหม ผมคงไม่ไปแล้ว แต่ก็อยากให้ทุกคนได้ไปสัมผัสบรรยากาศซักครั้งน่ะครับ เป็นประสพการณ์ที่ดีอย่างนึงครับ
 
วัชรากร พัฒนรัตน์เจริญ (ใหญ่)
 
Posted in Travel | 37 ความเห็น

สลากกินแบ่งรัฐบาล Lottery หวย

"ช่วยราษฎร์ เสริมรัฐ ยืนหยัดยุติธรรม"

สลากกินแบ่งรัฐบาลทุกคนก็น่าจะรู้จักกันดี บางท่านอาจจะไม่รู้ว่า มันเป็นยังไงน่ะ เค้าดูกันยังไงซื้อกันยังไงแต่ รู้แน่ว่ามันคืออะไร แต่ที่แน่ๆ รัฐบาลให้โอกาศคนไทยได้เป็นเศรษฐีเดือนหล่ะ 2 ครั้ง
http://www.glo.or.th เป็นเว็ปไซด์ของ สำนักงานสลากกิบแบ่งรัฐบาลพวกท่านก็สามารถเข้าไปดูรายละเอียด ประวัติ วิธีการออกรางวัล และ ตรวจผลสลากย้อนหลังได้ แต่ต้องอย่าเข้าวันที่ 1 กับ 16 ของเดือน ช่วงเวลา 16.00 – 16.30น. น่ะครับ เพราะจะเข้ายากมากๆๆ ถ้าจะตรวจผลช่วงเลานั้นแนะนำให้เข้าที่ http://www.manager.co.th หรือ http://www.sanook.com แทนน่ะครับ
การเขียน Blog ครั้งนี้ เป็นเนื้อเรื่องที่มีความเสี่ยง เป็นเรื่องของดวง และ ความน่าจะเป็น ดังนั้นโปรดใช้วิจารณญาณให้มากๆในการอ่าน เพราะผมไม่สนับสนันสนุนการเล่นหวยแบบเอาเป็นเอาตาย ไม่ได้เล่นเพื่อแสวงหาความร่ำวย แต่เพื่อเพิ่มช่องทางหนึ่งของการลงทุน เพราะผมก็ใช้หลายหลักการมาประกอบรวมกันจนเป็นรูปแบบของผม ดังนั้นการตั้งใจเรียน และขยันทำงานเป็นการลงทุนที่ดีที่สุดน่ะครับ หวยเอาแค่สนุกๆก็พอ
 
หวย VS สลากกินแบ่ง
สลากกินแบ่งนั้นในประเทศเราก็มีมานานแล้ว ผมเองก็รู้จักมันมาตั้งแต่เด็กก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอะไร เพราะก็จะเห็นแม่ มานั่งจดเลข อะไรก็ไม่รู้ 2 ตัว บ้าง 3 ตัวบ้าง งง !!! แล้วแม่เรียกมันว่าหวย ตอนแรกๆผมก็สงสัยว่า หวย กับ สลากกินแบ่ง มันต่างกันยังไงหว่า แล้วทำไมเวลาตรวจถึงต้องเอาหวยไปตรวจกับสลากกินแบ่งด้วยน่ะ พอหลังๆจึงเข้าใจว่า หวยเป็นทางเลือกหนึ่งของการถูกรางวัล มีระบบที่เรียกว่า Credit มีส่วนลด ไม่ต้องซื้อเต็มราคาก็ได้ แต่ผลต้องไปเทียบกับ สลากกินแบ่งรัฐบาล
 
อัตราค่าต่อรอง
ถ้าเทียบกับปัจจุบัน
สลากกินแบ่งรัฐบาล
รางวัลที่ 1 ก็ เอาไปเลย 2 ล้าน  แต่ถ้า เลขชุดตรงกันอีก ก็เอาไปเลย 30 ล้านบาท
รางวัลข้างเคียงรางวัลที่ 1 คือ เลขของราวัลที่ 1 บวกลบ 1 อันนี้ก็ได้ไป 5 หมื่นบาท แล้วก็มานั่งเสียดายชั่วชีวิต เพราะหยิบผิดไปใบเดียว
รางวัลที่ 2 ก็ได้ไป 1 แสนบาท
รางวัลที่ 3 ก็ 4 หมื่นบาท
รางวัลที่ 4 ก็ 2 หมื่นบาท
รางวัลที่ 5 นิดหน่อย ได้ไป 10,000.00 บาท
รางวัล เลขท้าย 3 ตัว ก็ 2,000.00 บาท
สุดท้าย รางวัล เลขท้าย 2 ตัว 1,000.00 บาท
 
สลากพิเศษ 3 ตัว และ 2 ตัว
อันนี้ ถอดแบบมาจากหวยเลย หรือ อีกชื่อเค้าเรียกว่าหวยบนดิน เพราะว่าคนแทงหวยกันเยอะมากๆ รัฐบาลเลยเห็นว่ารับเองเลยดีกว่า
3 ตัวตรง แทง 1 จ่าย 500 บาท
3 ตัวโต๊ด แทง 1 จ่าย 100 บาท
2 ตัวบน แทง 1 จ่าย 65 บาท
2 ตัวล่าง แทง 1 จ่าย 65 บาท
 
หวย
อันนี้เป็นแม่แบบของ สลากพิเศษ 3 ตัว และ 2 ตัว มีมากันตั้งแต่ผมยังเด็กน้อยจนบัดนี้ก็ปาไป 30 แล้ว ก็ยังมีอยู่
3 ตัวตรง แทง 1 จ่าย 450 – 500 บาท
3 ตัวโต๊ด แทง 1 จ่าย 90 – 100 บาท
2 ตัวบน แทง 1 จ่าย 65 -70 บาท
2 ตัวล่าง แทง 1 จ่าย 65 – 70 บาท
วิ่ง 3 ตัวบน แทง 1 จ่าย 3 บาท
วิ่ง 2 ตัวล่าง แทง 1 จ่าย 4 บาท
 
ตรง โต๊ด บน ล่าง วิ่ง
ถ้าผมให้รางวัลที่ 1 คือ 546789
รางวัลเลขท้าย 2 ตัว คือ 13
3 ตัวตรง คือ ถูกเลขท้าย 3 ตัวของราวัลที่ 1 แบบตรงเลขตรงหลัก = 789
3 ตัวโต๊ด คิอ ถูกเลขท้าย 3 ตัวรางวัลที่ 1 แบบตรงเลขไม่ตรงหลัก = 798 , 879 ,897 , 978 และ 987
2 ตัวบน คือ ถูกเลขท้าย 2 ตัวของราวัลที่ 1 แบบตรงเลขตรงหลัก = 89
2 ตัวล่าง คือ ถูกรางวัลเลขท้าย 2 ตัว แบบตรงเลขตรงหลัก = 13
วิ่ง คือการเลือก ตัวเลขมา 1 เลข แล้ว เราก็ แทงว่าเลขนี้จะต้องออก อย่างเช่น ผมจะวิ่ง 2 บน ถ้าผมตรวจรางวัลแล้ว ไม่มีเลข 2 ที่ตำแหน่งเลขท้ายสามตัวของรางวัลที่หนึ่ง ก็ไม่ถูก อย่างในตัวอย่าง เลขท้าย 3ตัวของรางวัลที่ 1 คือ 7 8 และ 9 ถ้า ผมก็ต้องวิ่ง 7 หรือ 8 หรือ 9 ตัวใดตัวหนึ่งถึงจะถูก ในอีกกรณีหนึ่งถ้าผมวิ่งล่าง นั่นก็หมายความว่า ถ้าผมวิ่งตัวเลขที่ไม่ตรงกับรางวัลเลขท้าย 2 ตัว ก็ คือ 1 และ 3 ผมก็จะไม่ถูก
สะดุด ก็คือ วิ่งแล้วไม่ถูก ก็ สะดุดหัวทิ้มปาย
เอาเป็นว่า ผมคิดว่าทุกคนน่าจะเข้าใจแล้วครับมาเข้าเรื่องการแทงหวยของผมดีกว่า
 
แรงบันดาลใจ
เมื่อก่อนนั้นผมเป็นคนที่ติดตามข่าวในตลาดหุ้น อ่านในโฆษณาเรื่องการลงทุน แล้วก็ฟังมาจากเพื่อนๆ ว่าลงทุนกันยังไงมองตลาดยังไงวิเคราะห์กันยังไง แล้วอยู่มาวันหนึงผมก็ลองแทงหวยเล่นๆ เริ่มต้นที่ 20 คุณ 20 บาท (ในวงการ จะหมายความว่า แทงตรง 20 บาท แทงโต๊ด 20 บาท ถ้า 20 คูณ 30 ก็ ตรง 20 โต๊ด 30) แล้ว ก็ ถูก รางวัล ได้ มา 1,200 บาท อืมก็ดีใจมาก เพราะไม่เคยถูกหวยมาก่อน หลังจากนั้น ก้ แทง บ้าง ไม่แทงบ้าง 10 บาท 20 บาท ก็แล้วแต่อารมย์ หลังจากนั้นผมก็ ได้มาอ่านแผ่นพับของธนาคารทหารไทยที่เชื้อเชิญให้มาซื้อกองทุน ในนั้นเค้ากล่าวถึงวิธีการลงทุนไว้ว่า "กระจายเงินทุนออกเป็นก้อนๆ ลงทุนเข้าไปในตลาดหุ้นอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่ต้องสนใจว่า หุ้นจะขึ้นหรือจะลง ของแค่มีวินัยในการลงทุน" แล้วผมก็มานึกได้ว่าในตอนเด็ก ผมได้อ่านหนังสือการ์ตูนเล่นนึงเป้นเรื่องเกี่ยวกับเซียนพนัน ในนั้นมีอยู่ตอนนึงคือเป็นการต่อสู้กันของ 2 ฝ่าย โดยฝ่ายพระเอกจะแทงชนะตลอด แต่ผู้ที่มาท้าชิงกลับไม่กลับอะไรเลย เพราะเค้ามีหลังการแทงคือ พอเสียก็ทบเข้าไปเรื่อย ๆ แล้วผู้ท้าชิงก็พูดว่า"ขอแค่นายแพ้แค่ครั้งเดียว นายก็สู้เราไม่ได้แล้ว" และสุดท้าย น่าจะมาจากเรื่อง Ocean Eleven มีประโยคที่ว่า "นายไม่มีทางชนะบ่อนได้หรอก ถ้านายไม่มีเงินมากกว่าบ่อน" ผมก็จับเอาที่พูดมาทั้งหมดการเขียนเป็นแผนการลงทุนด้านหวย
 
หลักการนั้นแสนง่าย แต่จะทำได้หรือเปล่า
ผมสรุปเอาง่ายก็คือว่า
1. ต้องรู้สถานะทางการเงินของตัวเอง (จ่ายได้สูงสุดเท่าไหร่ มีเงินเข้ามาเท่าไหร่)
2. ต้องมีระเบียบวินัยในการแทงหวย พยายามอย่างเสี่ยงโดยเฉพาะเลขเด็ด
3. ต้องรู้ว่าเสียไปแล้วเท่าไหร่ เมื่อถูกหวยแล้วต้องกำไรในหน่วยการลงทุนนั้น
4. ต้องใจเย็น และ ไม่รีบร้อน เพราะบางครั้งเราอาจจะไม่ถูกหวยเลยทั้งปีก็ได้
5. ถ้าหลังๆต้องซื้อเยอะๆ พยายามกระจายที่ซื้อ เพื่อลดปัญหาความเสี่ยงเรื่องการชักดาบ เพราะถ้าเราถูรางวัลแค่ แสนกว่าๆ เจ้ามือเค้าจ่ายได้สบายๆ แต่ถ้าไปถึง 5-6แสน บางที่อาจจะยืดเยื้อ
 
สรุปก็คือ เราต้องรู้ว่าเราต้องจ่ายเท่าไหร่ (สำคัญมาก ๆ เพราะ ถ้าคิดว่าเราจะต้องได้เท่าไหร่ จะมีแต่เจ๊งกับเจ๊ง เพราะมันจะเข้าข้อบ่อนมีเงินมากกว่าเรา) แล้วต้องไม่กลัวว่าจะไม่ถูก เพราะเราวางแผนมาว่าจะไม่ถูกอยู่แล้ว และ เมื่อถูกต้องกำไร สุดท้ายต้องแทงตามตาราง และ ระยะเวลาของการลงทุน ปรกติผมจะเขียนแผนไว้ 5 ปี
 
แทงยังไงให้ถูก
ผมก็ไม่รู้ว่าแทงยังไงถึงจะถูก และผมก็ไม่มีเลขเด็ด ไม่มีอาจารณ์ดัง ไม่มีใครมาเข้าฝัน แต่ผมใช้วิธีการลดความเสี่ยงลง โดยทำให้ความน่าจะเป็นของเลขที่เราซื้อมีมากขึ้น แล้วทำยังไงหล่ะ ผมก็มีหลักการคือเราไม่ได้แทงหวยงวดเดียว เราวางแผนการแทงหวยกันเป็นปี เอาง่ายๆ ถ้าเราโยนเหรียญ โอกาศก็จะมีหัว กับ ก้อย ถ้าว่ากันเป็นตาๆไปมันก็มีความเป็นไปได้ที่เราจะ ถูกคือ 1/2 แต่ถ้า เราบอกว่าใน 5 ตาต้องออกหัวซักครั้ง ความเป็นไปไม่ได้คิอ 1 / 32 ดังนั้น โอกาศที่จะออกหัวคือ 31/32
ถ้าเราจะแทงหวยซักตัว ก็ คงต้องตามกันยาวๆแล้วมองว่าเรามีเงินทุนเท่าไหร่ มีเงินเข้ามาในการลงทุนเท่าไหร่ แล้วก็พยายามลดความเสี่ยงลง ถ้าเราสามารถทำตามนี้ได้ โอกาศที่จะขาดทุนก็จะต่ำลง แต่จำไว้ต้องอดทน และ มีวินัย
 
สรุป
การแทงหวยนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะแทงให้ถูก แต่ก็พอมีความเป็นไปได้ อยู่ที่เราควบคุมตัวเอง และเงินในการเข้ามาลงทุนได้มากแค่ไหน สำคัญที่สุด เมื่อถูกแล้วต้องกำไร เพราะเราไม่ได้คิดว่าจะถูกทุกครั้ง แต่เราขอแค่ถูกซักครั้ง และที่สำคัญที่สุดอย่าไปจดจ่อกับมัน เพราะมันไม่ใช่รายได้หลักของเราเป็นแค่ส่วนหนึ่งของการลงทุนเท่านั้น
 
ขอให้โชคดีทุกคนครับ
วัชรากร พัฒนรัตน์เจริญ  (ใหญ่)
 
Posted in Economic | 31 ความเห็น

ชีวิต ที่ค้นหาทางแห่ง ความทุกข์

ชีวิต คนเรามันก็มีขึ้นมีลงกันทุกคน
ผมได้พบกับสัปดาห์ที่เลวร้ายสัปดาห์นึง
เป็นสัปดาห์ที่ ม่ะเข้าใจว่า ทำอะไรลงไปบ้าง
เป็นสัปดาห์ที่ ไม่ประสพความสำเร็จอย่างรุนแรง
เป็นสัปดาห์ที่ พยายามแสวงหาความสุข แต่ก็ไม่ใช่
เป็นสัปดาห์ที่ ผมขี้เกียจ รับรู้อะไรอีกแล้ว
เป็นสัปดาห์ที่ โคตรจะเครียสเลย
เป็นสัปดาห์ที่ สิ่งที่ต้องการไม่ได้มา สิ่งที่ได้มาไม่ต้องการเลย
เป็นสัปดาห์ที่ โคนันออกแต่อ่านถึง3วันกว่าจะจบเล่น
เป็นสัปดาห์ที่ มานั่งมองตัวเองว่าอยู่ตรงไหน ซึ่งก็คิดได้ เราอยู่ข้างนอก ห่างออกไปไกล
เป็นสัปดาห์ที่ ผมได้เจอเพื่อนเก่า
เป็นสัปดาห์ที่ ได้ PO. แต่ทำไม ไม่มีความสุข หรือ ดีใจเลย
เป็นสัปดาห์ที่ ลูกค้าติดไวรัสเยอะที่สุด
เป็นสัปดาห์ที่ ผมไปเทสที่ไซต์ลูกค้าแล้วไม่ผ่าน ต้องถอยกลับ
เป็นสัปดาห์ที่ ผมรู้สึกว่าอะไรมันก็ไม่ได้ดั่งใจเลย
เป็นสัปดาห์ที่ ผมพยายามแล้ว แต่ . . .
เป็นสัปดาห์ที่ อยากให้มีคนเข้าใจมากที่สุด แต่ก็ . . .
เป็นสัปดาห์ที่ ผมอยากได้กำลังใจจาก . . . แต่ก็ . . .
เป็นสัปดาห์ที่ เงียบเหงามากสำหรับผม
เป็นสัปดาห์ที่ ไม่ได้รับตอบ SMS เลย (คงเพราะกำลังยุ่งอยู่มั้ง เพราะถ้าเค้าว่างต้องตอบกลับมาแน่นอน ขอให้ทำรายงานเสร็จเร้วๆน่ะ สู้ สู้ …)
เป็นสัปดาห์ที่ ไม่ได้ยินเสียง . . .  (คิดถึง คิดถึงมาก ๆ ๆ)
เป็นสัปดาห์ที่ ม่ะได้อยู่ office เต็มวันเลย
เป็นสัปดาห์ที่ ผมต้องลุยฝนกลับบ้าน
เป็นสัปดาห์ที่ ผมต้องลุยน้ำกลับบ้าน รองเท้า ถุงเท้า กางเกงเปียกหมด เพราะด้วยความหงุดหงิดเลย ลุยมันกลับบ้านเลย
เป้นสัปดาห์ที่ ผมรู้สึกตื่นเต้นรู้สึกได้ว่าใจสั่นเพราะความกลัว
เป็นสุปดาห์ที่ ผมกลัววันพรุ่งนี้
เป็นสัปดาห์ที่ 39 ของปี
เป็นสัปดาห์ที่ สุดท้ายของเดือนกันยายน
เป็นสัปดาห์ที่ ตั้งใจว่าจะซื้อของให้. . . แต่ ห้างดันปิดซ่ะก่อนเลย ยังไม่ได้ซื้อเลย
เป็นสัปดาห์ที่ ทดสอบความอดทนของผม (พวกนายเอาชนะเราไม่ได้หรอก)
เป็นสัปดาห์ที่ อยากบอกให้ผมรู้ว่า นายไม่ได้โชคดีเสมอไป
เป็นสัปดาห์ที่ ผมเชื่อว่าชีวิตยังต้องเจออะไรอีกเยอะ วันนี้ยังไม่เลวร้ายที่สุดแน่นอน
เป็นสัปดาห์ที่ ปัญหายังเครียไม่หมด อาทิตย์หน้าต้องเจอกันอีกแน่ๆ
 
ทุกข์ปัญหาย่อมมีทางแก้ไข แต่หนทางจะมาช้าหรือเร็ว จะจบแบบ Happy หรือ BAD Endind ก็ต้องผ่านมันไปให้ได้ . . .
สู้ สู้ . . .
 
ถ้าสามารถหยุดลมหายใจแล้วไม่มีใครเดือดร้อน ก็น่าสนใจน่ะ แต่เสียอย่างเดียวทางที่ไปมันไม่มีทางกลับมานี่ซี จะคุ้มไหมน่ะ . . . . . . .
 
เค้าว่า ถ้าเราสามารถใช้บนความทุกข์ที่เราทนได้ ก็ไม่ยากที่จะพบหนทางแห่งความสุข เพราะความสุขที่ยั้งยืนไม่มี แต่ความทุกข์นั้นแน่นอน . . .
 
วัชรากร พัฒนรัตน์เจริญ
Posted in Health and wellness | 10 ความเห็น

ภูเก็ต มณีคราม จังซีลอน @ 08/2549

ภูเก็ต มณีคราม จังซีลอน

ไข่มุกอันดามัน สวรรค์เมืองใต้ หาดทรายสีทอง สองวีรสตรี บารมีหลวงพ่อแช่ม
ก็ต้องขอแทรกเรื่องราวการเดินทางไปยังที่ต่างๆของผมน่ะครับ ที่ในคราวที่แล้วตั้งใจว่าจบจากเรื่องพัทยายาวๆ แล้วจะต่อด้วย ภูกระดึง แต่แล้วก็โดนภูเก็ตแทรกไปซ่ะก่อน ไงได้ไล่ะครับ เพิ่งจะไปกลับมาไม่ถึงอาทิตย์อะไรๆก็ต้องสดกว่าอยู่แล้ว และจริงแล้ว Blog ถัดไปผมจะพูดเรื่องหวย ก็ต้องขอยกยอดไปเดือนถัดไปหล่ะกันน่ะครับ

จุดประกาย
การเดินทางครั้งนี้เกิดขึ้นได้จากการที่พวกผมไปกินข้าวต้มแถวหอการค้า แล้วก็มานั่งคุยกันว่า เออเราคบกันมา 17 18 ปีแล้ว พวกเรายังไม่เคยไปเที่ยวต่างจังหวัดด้วยกันเลย ทีเพื่อนมหาลัยไปกันมาแล้วไม่รู้กี่ครั้ง ครั้งสุดท้ายที่ไปด้วยกันก็ เกาะช้างนู้นแลย พวกผมก็เลยมีความคิดว่าไปไหนดีว่ะ โบ้(เคน) ก็ เสนอว่าไปเกาะล้านไม่ไกล ไป 2 วัน 1 คืนได้สบาย เมื่อเสร็จจากข้าวต้มเราก็ไปนั่งร้านกาแฟคุยกันต่อ ซักพัก เอ้ ก็บอกว่าเออ ไอ้กานต์ มันอยู่ภูเก็ต ตอนนี้มันเฝ้าโรงแรมให้เจ้านายมัน พวกเราสามารถไปนอนได้สบาย แล้ว เอ้ ก็โทรหา กานต์ สรุปว่าพวกผมจะไปภูเก็ต แล้วทริปภูเก็ตจึงเกิดขึ้น

ตั๋วเครื่องบิน 9 บาท
การเดินทางครั้งนี้พวกผมจะอาศัยเครื่องบินเป็นการเดินทางไปกลับ วางแผนไว้ว่าจะไปคืนวันพฤหัส กลับคืนวันอาทิตย์ แล้วจะไปสายการบินไหนดีหล่ะ แล้วโบ้ก็โทรมา “บิ๊ก พรุ่งนี้ไปจองตั๋ว Air Asia กัน 9 บาท กับ 199 บาท” แล้วก็ไปเจอกันตอนเช้าที่ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิต วันนี้เราซื้อตั๋วไปในราคา 9(ค่าตั๋ว) + 554 (ค่าภาษีน้ำมัน, vat, Fee) และตัวกลับในราคา 199 + 554 สรุปไป-กลับ ไม่ถึง 1,500 บาท เราไปกัน 5 คน ก็ประหยัดกันไปเกือบ 6,000 บาท ขาดแต่ เชน เท่านั้นได้เฉพาะตั๋วกลับ เพราะตั๋วไปราคาถูกหมดแล้ว แต่เชนก็มาเบี้ยวเราในโค้งสุดท้าย ทำให้คณะผู้เดินทางเหลือแค่ 4 คน

เช้าที่1ในภูเก็ต
พวกผมเริ่มต้นมื้อเช้าด้วย น้ำเต้าหู้ และ ปาท่องโก้ มำเต้าหู้ที่ร้านนี้มันออกเค็มนิดๆ ไม่แน่ใจว่าอยู่ใกล้ทะเลหรือเปล่า รถตู้ที่จะมารับเราไปขึ้นเรือจะมารับเราที่โรงแรม ประมาณ 8.10 เป้าหมายของรถตู้คือพาเราไปที่ท่าอ่าวฉลอง ท่าอ่าวฉลองเป็นท่าที่เราจะขึ้นเรือออกไปเที่ยวเกาะต่างๆ เป็นจุดรวมพลที่ใหญ่มาก พวกผมอยู่ในกลุ่มที่ 11 ออกเดินทางกันด้วยเรือเร็ว Speed Boat ขนาด 2 เครื่องยนต์ โดยทั้งลำมีคณะอื่นมาด้วย รวมแล้วก็ประมาณ 22 คนได้มีพวกผมเท่านั้นที่เป็นคนไทย 5 คน ที่เหลือชาวต่างชาติหมด ดังนั่น การออกเรือครั้งนี้ไกด์เราก็เว้าภาษาปะกิตตลอดทาง

 

หันหัวออกทะเล
ประมาณเกือบ 9โมงครึ่ง เรือของพวกผมก็พุ่งมุ่งหน้าออกทะเล ทิศทางที่ไปนั้นก็คือ อ่าวมาหยา ซึ่งอยู่ในบริเวณหมู่เกาะพีพีเล ถ้าให้ Google Earth ส่องดูก็จะอยู่ทางด้านล่างค่อนไปทางขวาของเกาะภูเก็ต ตลอดระยะทางที่เดินทางไปเรือของเราก็กระโดไต่คลื่นไปตลอดทาง เล่นเอาท้องไส้ปั่นป่วนได้ที่เลย ทริปนี้หลังจากขึ้นเรือแล้วก็แทบจะไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้นแล้ว เพราะน้ำดื่มไม่อั้น มีขนมให้กินตลอดทาง และอาหารกลางวันอย่างดี กินไม่อั้น เป็นการเดินทางที่ไม่ต้องกังวลอะไรอีแล้ว ถ้าไม่ซื้อของที่ พีพี หรือ ลงจะไปเดินเล่นที่หาดมาหยา ก็ไม่เสียตังค์ซักบาท ออกจากโรงแรม แบกแต่ Fin กับ snorkle มาก็พอแล้ว เวลาผ่านไปได้ซักชั่วโมงเราก็มาถึงอ่าวมาหยา แต่เนื่องจากน้ำกำลังลงคนเรือจึงไม่อยากเข้าหาดตอนนี้ เพราะกลัวเข้าแล้วจะออกไม่ได้ จึงหันหัวเรือออกไปอีกฝั่งซึ่งก็คือ อ่าวโล๊ะซามะ

ทะเลไทยยังงดงาม
อ่าวโล๊ะซามะ้เป็นจุดแรกที่เราจะได้ตัวเปียกกัน เรือเร็วเราก็วิ่งอ้อมเกาะไปอีกด้านของอ่าวมาหยาใช้เวลาไม่ถึง 10 นาทีก็มาถึงโละซามะ โละซามาะเป็นสถานที่ดำน้ำดูปลา และ ปะการังที่ดีมากที่นึงเลย ทั้งสภาพน้ำ ปะการัง และปลา ยังสมบูรณ์มาก อีกทั้งสถานที่ไม่ได้หันออกอ่าวอันดามัน เนื่องจากมีเกาะมาบังไว้ ลักษณะจึงคล้ายช่องแคบจึงสามารถเข้าได้ 2 ทาง กระแสน้ำไม่มีความรุนแรง น้ำใสไหลกระเซ็นเห็นตัวปลาเลย เมื่อเราเข้าผูกกับสมอแล้ว ไกด์ก็ให้เวลา 30 นาทีสำหรับการเสพที่นี้ให้เต็มที่ พวกผมก็ลงน้ำกันอย่า่งไม่รอช้า (เรือที่เข้ามาที่นี้จะไม่มีการท้ิงสมอเรือ แต่จะเข้าไปผูกกับสมอที่เค้าทำไว้ จริงๆก็ไม่มีอะไรมาก ก็แค่ เอาไม้ไปเกี่ยวเชือก มาผูกกับเรือเท่านั่นเอง)

ลงน้ำตัวเปียกครั้งที่ 1
พอเรือจอดไกด์แนะนำสถานที่ พวกผมก็ถอดเสื้อผ้าจับ Snorkle ใส่ปากแล้วก็ลงน้ำ แต่เพื่อนผมอีก 4 คนเค้ามืออาชีพมีติด Fin มาด้วย เพื่อนๆที่ใช้ Fin ก็จะดีกว่าผมที่ลอยตุ๊บป่องๆ เพราะ Fin จะไปได้ไกลกว่าและเร็วกว่า ทำให้เค้าเห็นอะไรได้มากกว่าผม ตัวผมก็ว่ายเวียนไปมาแถวเรือ ไม่อยากไปไกลมากเพราะเราออกไปไกลเท่าไร่ เราก็ต้องกลับมาไกลเท่านั่น และยังมีอีกหลายที่ให้ไป เดิ๋ยวจะเหนื่อยซ่ะก่อน น้ำทะเลที่นี่เย็นสบายใสกิ๊กเลย พอก้มหน้าลงไปในน้ำ ดอกไม้ทะเล ปลาสวยงามทั้งหลายเพียบ ผมยังเจอปลาปักเป้า ตัวเบ้อเริ้มเลย เพื่อนผมที่มาด้วยเค้าบอกว่าถ้าใครมาที่นี่ครั้งแรกอาจจะรู้สึกว่าสวยดี แต่ถ้าใครเคยดำที่อื่นมาบ้างแล้ว จะบอกเลยว่าที่นี้สมบูรณ์มาก ทั้งปลา ปะการัง ดอกไม้ทะเล

ถ้ำไวกิ้ง เกาะลิง Monkey Island
30 นาทีผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไกด์เรียกเราขึ้นเรือ แล้วก็ออกเดินทางไปถ้ำไวกิ้ง หรือ ถ้ำรังนก จากโละซามาะไม่นานเกิน 10 นาทีก็มาถึง ถ้ำไวกิ้ง ปัจจุบัน อุทยานแห่งชาติไม่อณุญาตให้เข้าไปแล้ว จึงทำได้แค่ดูอยู่บนเรือแล้วก็ชักภาพกัน ถ้ำไวกิ้ง ตอนนี้เป็นสถานที่เก็บรังนก จึงมีอีกชื่อว่าถ้ำรังนก ภายในถ้ำจะประกอบด้วยภาพเขียนโบราณ ซึ่งมีถาพคนและเรือคล้ายเรือไวกิ้ง จึงเป็นที่มาของชื่อถ้ำไวกิ้ง เรือแวะบริเวณนี้ประมาณ 10 นาทีแล้วก็ไปต่อ เกาะลิง หรือ Monkey Island ชื่อก็บอกยี่ห้ออยู่แล้ว ว่าต้องมีแต่ลิงแน่นอน เกาะลิงก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าลิงเลยครับ เป็นสถานที่ที่แวะมาเพื่อให้อาหารลิง ก็จะมีส้ม และกล้วย ลิงที่นี้ปลอกเปลือกก่อนกินด้วยไม่ธรรมดา แต่ต้องระวังลิงด้วยเพราะมันอาจจะกัดหรือเข้ามาทำร้ายเราได้ ต้องคอยระวังตัว ที่เกาะลิงนี้ก็มีเรือเข้ามาเที่ยวเยอะมาก คนก็เยอะนี่ขนาดไม่ใช่ช่วง High Season น่ะครับ คนยังเยอะมากเลย เกาะลิงก็อย่างที่ผมบอกว่ามันมีแต่ลิงจริงๆ แล้วลิงพวกนี้ก็อยู่กันมานานแล้ว อาจจะเป็นเพราะว่า เมือก่อนอาจจะมีคนนำมันมาในเรือสินค้า แล้วพอเรือเข้าจอดที่พีพี เพื่อพักเรือแล้ว ลิงพวกนี้อาจจะหลุดออกมาแล้วก็ว่ายน้ำมาที่เกาะนี้ และอยู่กันจนเป็นเกาะของพวกมันไปเลย

  

กลับไปมาหยาอีกครั้ง
พอเสร็จจากเกาะลิง เราก็หันหัวเรือกลับไปอ่าวมาหยาอีกครั้ง ใช้เวลาประมาณ 20กว่านาทีก็มาถึงอีกครั้ง พวกผมก็กระโดดลงหาดไปเดินถ่ายรูปกัน สาเหตุที่กลับมาเพราะว่ามีฝรั่งกลุ่มนึงไม่ยอม เพราะจ่ายค่าลงหาดไปแล้วตอนจอง Trip ทำให้เราต้องวนกลับไปอีกครั้ง พวกผมก็ไม่ขัดข้องอะไร พวกผมพอลงเรือก็ถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน จากนั้นก็เดินเข้าไปในเกาะ ซึ่งทางเดินนั้นสามารถทะลุออกไปที่อ่าวโละซามะได้เลย ซึ่งพวกผมก็เดินกันไปจนถึงตรงนั้นแล้วก็ถ่ายรูปกันอย่างเมามันเช่นเดิม จากนั้นก็กลับขึ้นเรือ สภาพโดยรวมของเกาะก็ไม่มีอะไรมาก มีทรายเป็นทางเดินคงจะเป็นเพราะตอนที่เค้ามาถ่ายทำเรื่อง The Beach จากนั้นก็กลับขึ้นเรือ แต่ไอ้ตอนที่ขึ้นเรือนี่ซี เรือที่เราจะขึ้นดันทะลึ่งออกไปซ่ะงั้น พวกผมก็ยืยโบกไม้โบกมืออยู่พักนึกเค้าก็เลย กลับเข้ามารับไกด์บอกว่าลืมไป พวกผมหล่ะเซ็งกันไปเลย แล้วเรือก็มุ่งหน้ากลับสู่เกาะพีพีดอน เพื่อไปทานมื้อเที่ยงกัน

   

พีพีดอน หรือ ตลาดนัดหว่า
เมื่อมาถึงพวกผมก็นัดแนะกับไกด์ว่ารอพวกผมด้วยน่ะ เค้าว่าจะให้เวลาเรา 45 นาทีสำหรับกินข้าวเที่ยง และ เดินเล่น พวกผมก็เดินทางไปที่ร้านอาหารทันท แล้วก็ของกินเต็มโต๊ะกินไม่อั้นซัดกันให้เต็มที่(ผมชอบคำนี้มากเลยไม่อั้น ผมก็กินจนผมอั้นไม่ไหวไปอยู่ต้องไปเอาออกเกาะพีพีเลย) เมื่ออาหารผลไม้ลงท้องกันเป็นที่เรียบร้อย พวกผมก็ออกไปเดินตลาด มันช่างเหมือนตลาดนัดจริงๆ ของขายเต็มเลย ผมก็ได้ Postcard มา 3 ใบ เป็นใบใหญ่ 1 ใบ เค้าเรียกว่าแบบ Panorama แล้วก็ใบเล็กขนาดทั่วไปอีก 2 ใบ ใบใหญ่ก็ส่งไปถึงผู้รับแล้ว(ดีใจจังที่เธอได้รับแล้ว ถ้าคราวนี้ไปไม่ถึงคราวหน้าจะส่งระเบิดไปแทน) จากนั้นก็ไม่มีอะไรมากทั่วๆไป ส่วนใหญ่จะเน้นขายทัวย์ดำน้ำตอนกลางคืน แล้วพอใกล้เวลาพวกผมก็กลับเข้าเรือ เพราะว่ากลับมันจะหนีไปอีก พอได้เวลานับคนแล้วมาครบพวกผมก็ออกเรือไปเกาะไข่กันต่อ

 

  

เกาะไข่เป็นคำนานไม่ใช่คำกริยา
เดินทางจากเกาะพีพี ออกไปได้ซักเกือบชั่วโมง ด้วยแรงลม และ อาหารกลางวัน ผมก็หลับไประหว่างตื่นมาอีกครั้งก็เกาะไข่ เกาะไข่เป้นเกาะเล็กๆ เกาะนึงมีหาดทรายล้อมรอบ ขนาดไม่ใหญ่เลย เดินไม่ถึง 10 นาทีก็รอบเกาะแล้ว ที่นี้ไม่มีอะไรให้ดูมากนอกจากสาวๆฝรั่ง ญิ่ปุ่น ไต้หวัน ที่มากันด้วยชุด บิกินี่ ผมก็คว้า Snorkle ลงไปด้วยกะว่าในน้ำคงมีอะไรดูบ้าง ไกด์บอกกัยเราว่าจะให้เวลาประมาณ 45 นาที บนเกาะนี้ แต่ที่เกาะนี้มันเล็กจริงๆ เล็กจนไม่มีอะไรจะทำ นอกจากนั่งดูสาวๆ ในน้ำก็ไม่มีอะไรเลยนอกจากเศษปะการัง และ ฝูงปลาสวยงามทั้งหลาย ผมคิดว่าก็ที่จะมีซึนามิที่นี้คงเป็นสถานที่ดำดูปะการังแน่นอน แต่คงเป็นเพราะลักษณะของเกาะนี้เป็นแบบเปิดออกสู่มหาสมุทร คงจะทำให้ได้รับผลกระทบเต็มๆ ไกด์เตือนพวกเราว่าอย่าออกไปไกลน่ะ เพราะคลื่นฝั่งมหาสมุทรมันแรง อาจจะพัดเราออกไปไกลต้องระมัดระวัง และเมื่อใกล้เวลาพวกผมก็กลับขึ้นเรือ แล้วก็ออกเดินทางกลับเกาะภูเก็ต ก็ใช้เวลาเกือบชั่วโมงเราก็มาถึงเกาะภูเก็ต การเดินทางวันนี้ก็สี้นสุดลง แล้วรถตู้ก็มารับ พวกผมก็หลับกันตลอดทางกลับจนกระทั้งมาถึงโรงแรมที่พัก

    

บาร์บีคิว ซี่โครงหมู ปูย่าง ปลาเผา เราทำกันเอง
เมื่อมาถึงโรงแรม กานต์ กับ เอ้ ก็ขับรถไปซื้ออาหารที่ตลาดบ้านซ้านเพื่อมาทำบาร์บีคิวกินกันคืนนี้ที่หน้าโรงแรม ส่วนพวกที่เหลือก็ไปอาบน้ำ ผมก็มานั่งซ่อมคอมพิวเตอร์ของโรงแรม เพราะกานต์วานให้ช่วยจัดการให้หน่อย แล้วของทุกอย่างก็พร้อมจะลงเตา โบ้ทำการตั้งเตาถ่าน ผมก็ปลอกกะเทียมเพื่อทำน้ำจี้มรสเด็ด เอ้ก็จัดการพวกหอยต่างๆ บุ๋มก็จัดการพวกปลา และ กานต์ก็หมักซี่โครงหมู เมื่อทุกอย่างพร้อมก็ลงมือกินกันไปย่างกันไป คุยกันเรื่องโรงแรมที่ขายวันนี้มีคนมาติดต่ออยู่หลายคนเหมือนกัน แต่พวกผมก็ไม่ได้สนใจอะไรกินกันไปเรื่อยๆ จนประมาณ 5 ทุ่มกว่า พวกผมก็ขึ้นนอนกันเพราะเพลียจากการเล่นน้ำทะเล

     

เช้าวันที่ 2 ของภูเก็ต
เช้าวันนี้ผม โบ้ และ กานต์ ออกไปเดินหาดป่าตองกันแต่เช้า แล้วก็เอาถุงมือกับลูกเบสบอลไปด้วย ก็กะว่าจะเอาไปเล่นกันที่ชายหาดป่าตอง จากโรงแรมเดินไปหาดป่อตองประมาณซัก 5 นาทีก็ถึงถนนหน้าหาด(ถนนทวีวงศ์) โบ้ กับ กานต์ เอาลูกเบสบอลมาขว้างเล่นกัน 2 คนนี้เค้ามืออาชีพอยู่แล้ว เล่นกันบ่อย ตลอดเส้นทางที่เดินบนหาดก็มีแต่คนมาทักว่า “Hello Friend, Jet ski” หน้าตาพวกผมก็หน้าตาต่างชาติมาก โดยเฉพาะโบ้ ซึ่งเป็นลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น พวกผมก็ต้องคอยบอกว่าคนไทยครับ แล้วพวกผมก็เดินกันจนถึงถนนบางลาน แล้วก็เดินวนกลับโรงแรม 

อาหารมื้อเช้าวันที่2
เช้าวันนี้หลังจากออกไปเดินชายหาดกลับมา พวกเราก็ออกไปทานอาหารเช้ากัน ก็ขับรถวนไปวนมาอยู่ซักพักก็สรุปว่ามาทานอาหารร้าน Number 9 ตอนแรกคิดว่าร้านนี้จะขายอาหารเช้าแบบอเมริกัน แต่มีอาหารไปขายรถชาติก็ใช้ได้ให้เยอะด้วย แต่แกงเขียวหวานของเค้าไม่เหมือนกับที่กรุงเทพ เพราะดูแล้วจะออกไปทางแกงข่าไก่ซ่ะมากกว่า พอเสร็จจากร้านนี้เราก็ไปต่อ Pizza Homemade กันต่อ ที่นี้มีร้าน Pizza แบบนี้เยอะมาก รถชาติก็ใช้ได้เลย พวกผมก็สั่งไปไป1ถาด แล้วให้เค้าไปส่งที่โรงแรม

ออกรถชมหาด
พอกลับมาที่โรงแรม ผมก็ออกไปส่งไปรษณีย์บัตร พอกลับมา พิซซ่าก็มาพอดี พอซัดพิซซ่าอาบน้ำ พวกผมก็ติดเครื่องออกเดินทางลงทางใต้ของเกาะภูเก็ต เพื่อเที่ยวชมหาดต่างๆของเกาะภูเก็ต เส้นทางที่เดินทางก็เดินทางเน้าเส้นเลียบชายหาดเป็นหลัก ก็ผ่านหาด กะตะ กะรน แล้วก็มาถึงจุดแวะพักชมวิว

จุดแวะถ่ายรูป KATA View Point
จุดชมวิวจุดนี้เป็นจุดหลักที่พวกมาแวะมาถ่ายรูปกัน ถ้ามาถึงจุดนี้แล้วมองย้อนกลับไปตามทางที่เรามาก็จะเห็นหาด 3 หาด คือ กะตะ กะรน และป่าตอง พวกผมก็ถ่ายรูปกันด้วยเทคนิคต่างๆ และท่าทางต่างๆที่พยายามจะคิดได้ และวันนี้เราเอาขาตั้งกล้องมาด้วย จึงได้รูปภาพครบทุกคนโดยไม่ต้องไปวานใครให้มาถ่าย เมื่อก่อนผมเคยคิดว่าการเอาขาตั้งกล้องไปด้วยเป็นอะไรที่ยุ่งยาก แต่พอได้เอามาใช้ครั้งนึงแล้ว ผมรู้สึกว่ามันดีมากเลยที่เราเอาขาตั้งกล้องมาด้วย เพราะไม่งั้นคงยากมากที่เราจะได้รูปหมู่ทุกคน และ ภาพก็มีความคมชัดเพราะมันไม่สั่นไหวแน่นอน ดั่งนั้นเวลาไปไหนหลายๆคนอย่าลืมเอาไปด้วยน่ะครับ

 
 

หาดในหาน
หลังจากที่พวกผมได้ถ่ายรูปกันอย่างจุใจก็ออกเดินทางต่อไปยังหาดในหาน ลักษณะของหาดในหานนั้นเป้นหาดทรายมีขนาดไม่ใหญ่มาก ดูแล้วเหมือนส่วนตัวซ่ะมากกว่า จัดว่าเป็นหาดที่มีความเงียบสงบไม่มีผู้คนมากมาย เหมือนหาดดังๆในภูเก็ต ส่วนใหญ่ที่นี้จะมีบริการนวดน้ำมันให้ และถ้ามองจากหาดเราก็จะมองเห็นแหลมพรหมเทพ และ จะเห็นกังหันลมขนาดใหญ่ของการไฟฟ้าด้วย พอพวกผมมาถึงก็ลงจากรถแล้วก็ถ่ายรูปกันอย่างจุใจเหมือนเดิม

 

แหลมพรหมเทพ

พวกผมเดินทางจากหาดในหานประมาณซัก 5 กม. ก็มาถึงแหลมพรหมเทพ ตอนแรกมาคิดว่าคนจะเยอะแต่พอมาถึงแล้วก็ธรรมดาไม่เยอะมาก แหลมพรหมเทพจัดเป็นสถานที่ชมพระอาทิตย์ตกที่มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่งของประเทศไทย ดังนั่นในช่วงเย็นๆคนจึงเริ่มเยอะขึ้น เพราะทัวร์ต่างๆเริ่มเข้ามา พวกผมก็ถ่ายรูปตามมุมต่างๆ แล้วก็เดินลงไปที่ปลายแหลมเพื่อไปถ่ายรูปกัน หลังจากนั้นก็กลับขึ้นมาแล้วก็ไปทานข้าวกันที่ร้านอาหารข้างๆเพื่อรอดูพระอาทิตย์ตกกันที่นั้น

 
 

Air Asia ของผม
ในขณะที่พวกผมกำลังมีความสุขสำราญกับอาหาร และ ชมพระอาทิตย์ตก ก็มีเสียงสวรรค์ดังมาจากมือถือผม เป็น SMSที่ส่งมาจาก Air Asia ว่าเที่ยวบินขากลับของคุณถูกยกเลิกกรุณาติดต่อกลับเราด่วน บรรยากาศที่กำลังดีก็เลยเปลี่ยนไป พวกผมก็ต้องโทรไปถามในทันทีว่าพวกผมจะได้กลับวันพรุ่งนี้ไหม แล้วทาง Air Asia ก็จัดเที่ยวบินใหม่แต่ต้องไปก่อนเวลากำหนดเดิม ซึ่งปัญหามันก็เกิดมาจากที่ ทางมาเลเซียซ่อมเครื่องให้ไม่ทัน แล้วพระอาทิตย์ก็ตกไปซ่ะแล้ว พวกผมก็เดินทางกลับที่พัก เพื่อจะได้ออกไปเดินเที่ยวหาดป่าตองตอนค่ำ

   

ป่าตอง ยามราตรี
หลังจากที่ผมจัดการปัญหาเรื่องเที่ยวบินจบแล้ว พวกผมก็ออกไปเดินเที่ยวถนนเรียบหาดป่าตอง (ถนนทวีวงศ์) แล้วก็ ถนนบางลา ถนน 2 เส้นนี้แตกต่างกันมา ถ้าท่าต้องการทานอาหารและ Shopping ก็ต้องถนนเลี่ยบหาด มีของขายเยอะมาก เหมือนๆแถวสีลมในกรุงเทพ ส่วนร้านอาหารทะเลก็เยอะมาก ทุกร้านมีเมนูและราคาให้ดูก่อน แต่โดนรวมแล้วทุกร้านก็ราคาพอๆกัน พวกผมเห็นราคาแล้วก็ไม่กล้ากิน ไม่ใช่ไม่มีตังค์ แต่เสียดายตังค์ เพราะคืนแรกที่เรากินBBQ พวกผมไปซื้อของที่ตลาดจึงรู้ว่าที่ตลาดราคาเท่าไหร่ แต่พอลงร้านอาหารแล้วมัน คูณ 2 บ้าง คูณ 3 บ้าง ก็เลยบายดีกว่า เมื่อเดินมาจนถึงถนนบางลา เราก็จะเห็นบรรยากาศเหมือนถนนคนเดินที่พัทยา มีแต่ฝรั่งเพียบเลย มีผับที่แยกเป็นแต่หล่ะประเทศเลย เช่น ผับของชาวอังกฤษ อเมริกา สก็อตแลน และ บาร์เหล้า เยอะมากตลอดเส้นทาง แล้วพวกผมก็มาหยุดที่ร้านโต๊ะพูล ก็เล่นพูลกันที่นี้จนถึงเที่ยงคืนนิดๆ (ฝีมือการเล่นพลูของผมก็ ระดับสุนัขไม่รับประทานเลยครับ แค่แทงลูกขาวยังมิสเลยง่ะ อย่างว่าเกิดมาไม่เคยแทงนี่หว่า) เล่นกันไปได้ซัก 4 เกมส์ก็เดินกลับที่พัก

 

เช้าสุดท้ายที่จังซีลอน
การเดินทางก็ต้องมีวันสิ้นสุด แล้ววันสุดท้ายก็มาถึง อย่างที่เค้าว่าความสุขย่อยผ่านไปเร็วเสมอ เช้ามาก ผม กานต์ และ โบ้ ก็ ออกไปเดินเที่ยวหาดป่าตองอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ออกไปเดินถ่ายรูป และชมบรรยากาศเช้ากันจริงๆ ก็เหมือนเดิมตลอดข้างทางก็มีคนมาทักว่าสนใจเจ็ตสกีไหม บานาน่าไหม แต่ช่วงเช้าๆคนไม่เยอะเท่าตอนกลางคืน ถ้าใครมาแล้วลองหาเวลาตอนเช้าไม่เกิน 9 โมง แล้วมาเดินเล่นดูน่ะครับ อากาศดี แดดยังไม่ร้อนจนเกินไป เดินไปถ่ายรูปไปก็ได้ เพราะมีหลายจุดที่สามารถแวะถ่ายรูปได้ เดินมาคราวนี้พวกผมเดินกันเกือบสุดหาด ขากลับก็เดินกันขาลากเหมือนกัน

   
 

 

ไก่ทอดอิสลาม ป่าตอง
เช้าวันนั้นก็ไม่ได้กินมื้อเช้าก็ยกยอดไปมื้อเที่ยง พวกผมก็ไปกินไก่ทอดอิสลามแถวช่วงต้นหาดป่าตอง ไก่ทอดก็จัดว่าใช้ได้เลยกรอบนุ่นกำลังดี เรื่องกลิ่นไม่ต้องพูดถึง พอมาถึงร้านพวกผมก็สั่งไก่มาหลายชี้นเลย แล้วก็ส้มตำ ต้มแซบ น้ำตกเนื้อ ลาบเนื้อ กินกันอย่างเอร็ดอร่อยกันพุงกาง

หาดกมรา Phuket Fantasy
จากนั้นก็มุ่งหน้าไปหาที่ถ่ายรูปกันแถวหาดกมราแล้วก็แวะเข้าไปที่ Phuket Fantasy ก็ กะว่าจะเข้าไปถ้ารูปตรงทางเข้าซ่ะหน่อยจะได้รู้ว่ามาถึงแล้วนะ แต่พวกผมไม่มีเวลาที่จะได้ดูการแสดง ถ้าได้อยู่ต่ออีกซักวันคงจะมาใช้บริการแน่นอน 

เก็บข้าวของเตรียมตัวกลับบ้าน
แล้วพวกผมก็กลับที่พักเก็บของ อาบน้ำเตรียมตัวที่จะกลับกรุงเทพ แต่เที่ยวบินที่จะกลับนั้นมันประมาณ 4 ทุ่มกว่า พวกผมก็นั่งๆนอนๆอยู่ที่โรงแรมกันจนถึง 5 โมงเย็นก็ต้องบอกลาโรงแรมเพื่อเดินทางเข้าไปตัวเมืองภูเก็ตเพื่อไปทานอาหารมื้อค่ำกันที่ เขารัง

ทานข้าวที่เขารัง
พวกผมก็เดินทางออกจากหาดป่าตอง เพื่อเข้าไปที่ อ.เมือง เขารังนั้นตั้งอยู่น่าจะเกือบใจกลางเมืองภูเก็ตเลย เป็นสถานที่ชอบทัศนียภาพโดยรวมของเมืองภูเก็ตเลยก็ว่าได้ เนื่องจากเข้ารังเป็นเนินเขาเตี้ยๆการขับรถขึ้นไปจึงไม่เป็นปัญหาอะไร แล้วพวกผมก็มาถึงร้านอาหาร บรรยากาศที่ร้านถือว่าดีมาก เพราะคนไม่เยอะ พวกผมก็เปิดรายการอาหารแล้ว ก็สั่ง ๆ ๆ อะไรที่เค้าว่าน่ากินเราสั่งหมด(น้ำพริกกุ้งเสียบ ไข่เจียวห่อหมก ทอดมันกุ้ง ผัดอะไรซักอย่างจำไม่ได้ แล้วก็ปลาอะไรหว่าทอด ที่กินมันได้ทั้งตัวเลย แล้วก็ต้มยำ) แล้วก็ซัดกันจนเกลี้ยงไม่มีเหลือ จากนั้นก็ลงเขามุ่งหน้ากลับสนามบิน

กลับบ้านแล้วครับ
การเดินทาก็มาถึงจุดที่สี้นสุด กานต์มาส่งพวกผมที่สนามบิน ทาง AirAsia ก็ย้ายสายการบินให้พวกผมเป็น 1 2 Go ซึ่งเครื่องจะออกก่อนครึ่งชั่วโมงก็ดีพวกผมจะได้ถึงบ้านไวขึ้น แล้วเวลาแห่งการร่ำลาก็มาถึง พวกผมก็แยกกับกานต์ แล้วก็ขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพประมาณ 5 ทุ่มกว่าๆ เป็นอันว่าการเดินทางอันแสนสุขก็จบลงตรงนี้หล่ะครับ  บ้ายบาย จังซีลอน

สรุปการเดินทางครั้งนี้ถือว่าเป็นประสพการณ์ทางทะเลครั้งใหม่ของผม เพราะฝั่งอันดามันผมแทบจะไม่เคยได้สัมผัสมันเลย ซึ่งผมจะเน้นด้านอ่าวไทยซ่ะเยอะ การเดินทาง 3 วัน 3 คืนที่ ภูเก็ต จริงๆแล้วผมว่ามันก็ยังน้อยอยู่ จริงๆแล้ว ผมได้ไปแค่ครึ่งเกาะเท่านั้นเอง ตัวเมืองก็ยังไม่ได้เที่ยว ถ้ามีเวลาอีกซักวันก็คงจะดีกว่านี้ ช่วงที่ผมเดินทางไปนั้นเค้าเรียกว่าช่วง Low แต่ผมว่าไปช่วงนี้แล้วฝนไม่ตกก็ถือว่าดีมากๆ เพราเค้าว่าช่วง High ทุกอย่างจะแพงขึ้นมาทันทีแล้วก็คนจะเยอะมากๆๆ อยากจะไม่สนุกอย่างงี้ก็ได้ ตอนนี้ที่ภูเก็ตกำลังจะมีห้างที่ใหญ่มาก เค้าว่าถูกสร้างมาเทียบชั้น Paragon เลย คือ ห้างจังซีลอน(จังซีลอนเป็นชื่อเดิมของเกาะภูเก็ต) ห้างนั้นใหญ่โตมาก อยู่ตรงหาดป่าตองเลย คาดว่าปลายปีนี้คงได้เปิดให้บริการ

การอัพเดท ครั้งถัดไป คงจะเป็นเรื่องหวยซักที ใครที่สนใจอยากรู้ว่าผมทำยังไงกับตัวเลข ก็เตรียมหาเครื่องคิดเลข กับ หัดใช้โปรแกรม Excel ให้คล่องล่ะกันครับ จะได้รู้เรื่อง ส่วนรูปช่วงท้ายๆ มันหายไปเพราะผมยังได้รุปไม่ครบ ไว้ครบเมื่อไหร่จะเอามาลงเพิ่มให้ครับ

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามครับป๋ม

วัชรากร พัฒนรัตน์เจริญ (ใหญ่) 

Posted in Travel | 62 ความเห็น

พัทยา ยาวๆ @ 2540

พัทยา ยาวๆ
ทะเลงาม ข้าวหลามอร่อย อ้อยหวาน จักสานดี ประเพณีวิ่งควาย
ขอต้อนรับเข้าสู่เรื่องราวการท่องเที่ยวพัทยาของผม ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ไปเที่ยวพัทยากันยาวนานขนาดนี้ ไปกันเกือบอาทิตย์ คณะเดินทางครั้งนี้ใหญ่มาก 10 กว่าคน (ใหญ่ หนึ่ง หนิง เก๋(แม็ก) แม็ก เป็ง เบนซ์ ปอ โชค แหม่ม ต้น อิงค์ อาร์ท เก๋(ปูกิ) ) โดยไปอาศัยนอนบ้านเก๋(ปูกิ) ทำให้พวกข้าพเจ้าประหยัดค่าใช้จ่ายลงไปอย่างมหาศาล
การเดินทางครั้งนี้พวกผมอาศัยจังหวะที่ปิดภาคเรียนที่ 1 ซึ่งเป็นช่วงที่น้องๆปี1 ก็ไปรับน้องกันที่สวนนงนุช แต่พวกผมไม่ได้ไปกลับคณะรับน้อง แต่ไปกันเอง แต่ก็ แวะไปดูหน้าน้องๆเฟรชชี่ทั้งหลาย ว่าเป็นไงบ้าง พวกพี่เค้ารับน้องกันโหดหรือเปล่า
 
คืนแรกแห่งการเดินทาง
การเดินทางพวกผมทั้งคณะก็ออกตัวกันจากกรุงเทพที่หมอชิต ตอนเย็นๆ แล้วก็ไปถึงซัก 2 ทุ่มกว่า และก็ได้มาเจอต้นซึ่งมารออยู่ก่อนหน้าแล้ว จากนั้นพวกผมก็เดินเล่นตามถนนคนเดินไปยังร้านของเก๋ เพื่อไปหาผุ้สนับสนุนที่พักอย่างเป็นทางการ จากนั้นก็ไปที่พักกัน
 
 
วันแรก
จำไม่ได้แล้ว เอาเท่าที่จะได้หล่ะกัน
วันนี้ก็ ออกเดินทางไปสวนนงนุชเพื่อไปดูว่าเค้ารับน้องกันยังไงบ้าง ก็ยังคงเหมือนเดิม ซกมกๆ ทะลึ่งๆ แต่ไม่มีความรุนแรง  หลังจากนั้นพวกผมก็กลับมาที่ชายหาดพัทยา เดินไปเดินมา ก็หาที่จับจองชายหาดแล้วก็แบ่งข้างเตะบอลชายหาดกัน จากนั้นก็เดินกันตามชายหาดจนเย็นก็ หาอะไรกินแล้วกับเข้าบ้าน กิจกรรมภายในบ้านก็ไม่มีอะไรมาก คิดว่าหลายๆคนที่เดินทางไปต่างจังหวัดทำกันเป็นประจำก็คือ กินเหล้า และ เล่นไพ่ เป็นอย่างงี้แทบทุกคืน
 
 
วันที่ 2 ไประยองกันน่ะ
พอเช้าก็ปลุกๆกันด้วยเสียงโวยวาย และเสียงกีตาร์ แล้วก็เตรียมตัวออกไปท่องเที่ยวกัน วันนี้พวกผมตั้งใจไว้ว่าจะไประยอง ไปเที่ยวหาดสวนสนกัน การเดินทางพวกผมก็ เหมารถสองแถวเลยก็วิ่งกันยาวไประยองเลยพี่ พวกผมนั่งหลังรถก็ร้องเพลงแหกปากกันไปตลอดทาง แล้วก็มาจนถึงชายหาดของเรา
 
เรือกล้วย ชีวิตนี้ผมไม่เอาอีกแล้ว
Banana Boat อันสุดมันของใครหลายคนแต่ผมไม่ขอครั้งที่ 2 เป็นอย่างแน่นอน กิจกรรมหลัก 2 อย่างที่เราทำกันที่สวนสนก็คือ 1.เล่นห่วงยาง และ 2.บานาน่า โบท์
พอมาถึงหาดเราก็จัดแจงหาที่นั้ง แล้วก็เช่าห่วงยางกับเรือกล้วย 2 ลำ พวกเราเกือบทั้งหมดก้ลงเรือกัน ยกเว้น หนึ่งซึ่งไม่ค่อยสบาย จึงไม่ขอลงเรือด้วย เรือกล้วยเป้นอะไรที่สนุกมาก ยิ่งเร็วก็ยิ่งมัน แต่ไม่ชอบตอนทิ้งโค้งเลย ตกน้ำกันทีแทบแย่กว่าจะขึ้นได้ ดั่งนั่นพวกผมก็เลยมือกาว เกาะเรือแน่น "ยังไงก็ไม่ตกโว้ย" แต่อย่างว่าพอไม่ตกมันก็เร็วขึ้นๆ แล้วก็ทิ้งโค้งคราวนี้ก็ร่วงกันเต็มที่เลย มันครับ ยังยืนยันว่ามัน เอาอีกๆ ก็หลังๆก็เลยต้องตกน้ำบ่อยหน่อย เดิ๋ยวพี่คนขับเรือเค้าจะโมโหอีก ร่วมเวลาก็ประมาณ ซักครึ่งชั่วโมงได้ แล้ว เค้าก็ท้งเรากลางทะเลให้พวกผมลอยคอเข้าฝั่งกันพอมาถึงฝั่งก้คว้าห่วงยาง ไปกลางทะเล แล้วก็นั่งบนห่วงยางให้มันพัดเข้าฝั่ง ก็แข่งกันว่าใครจะถึงฝั่งก่อนกัน ผ่านไปได้ซักชั่วโมงพวกผมก็หมดแรง ก็จัดการอาบน้ำ เตรียมกลับบ้านที่พัทยา
 
 
อะไรมันอยู่ในหูผม
พวกผมก็เดินทางกลับมาสู่พัทยา เย็นนี้เรามีผู้สนับสนุนอาหารมื้อเย็นอย่างเป็นทางการก็ประมาณว่า Pizza + KFC พวกผมก็ช่วยกันเก็บกวาดกันให้เรียบ เจ้าของงานจะได้ไม่รู้สึกเสียใจ แต่คืนนี้คงไม่ดึกมากเพราะเหนื่อยกันมาก
 
เอะ!! แต่ทำไมผมรู้สึกเจ็บๆหู ผมคิดว่ามันมีอะไรเข้าไปในหูหรือเปล่า แต่ก็ยังไม่ใช่ปัญหาตอนนี้เพราะกำลังมัน มาเล่นไพ่กันก่อนนอนดีกว่า
 
เที่ยวเมืองพัทยา
เช้าอีกวันก็มาถึง พวกผมก็ตื่นด้วยเสียงที่โวยวายของพวกสาวๆว่า "ตื่นกันได้แล้วจะนอนกันไปถึงไหน" เมื่อตื่นมาปัญหาก็ คือว่าใครจะอาบน้ำก่อนหลังดี เป็นเรื่องปรกติที่คนแรกจะหายากหน่อย แล้วก็คนสุดท้ายก็ไม่ค่อยมีใครอยากได้ วันนี้พวกผมมีแผนจะเที่ยวไปในเมืองพัทยา เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย เราก็เรียก สองแถวออกจากบ้านกัน
 
ไปพิพิธภัณฑ์ ลิปลี่
พวกผมเกิดมาก็ไม่เคยมาซักที (ตัวผมเอง วันนี้ก็ยังไม่เคยเข้าไปครับ แค่ไปเฉี่ยวๆ) พอมาถึงที่นี่ ก็แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกก็จะเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ อีกกลุ่มก็จะไปเล่นเกมส์ยิงเลเซอร์กัน ผมก็ต้องไปยิงปืนกันซี ส่วนสาวๆ ก็เข้าพิพิธภัณฑ์กันไป โดยมี โชค กับ เบนส์ ไปด้วย
 
พวกเราพร้อมจะลุยกันมานานแล้ว
กิจกรรมอันนี้ ก็เป็นกิจกรรมที่สนุกใช้ได้ เพราะมันเป็น Action ว่าๆไปก็คล้ายๆเพนท์บอล แต่ง่ายกว่า สบายกว่า เพราะทั้งหมดจะเล่นในร่ม ส่วนประกอบก็คือ ปืนเลเซอร์ เสื้อเกราะ กติกาก็ไม่ยาก ยิงปืนให้โดนฝ่ายตรงข้าม ถ้า ฝ่ายตรงข้ามถูกยิงปืนของคนที่ถูกยิงจะใช้งานไม่ได้พักนึง แล้วก็เข้าไปยิงที่ฐานของฝ่ายตรงข้าม ผลการแข่งขันจะวัดกันว่าใครทำคะแนนได้มากที่สุกในเวลาประมาณ 15 นาที หลังจากฟังกฏข้อบังคับแล้ว ก็เลืฮกฝ่าย เลือกชุด แล้วลงสนามเลย
 
This is a Good day to Die.
ห้องประชุมแผน "เอาหล่ะพวกเราต้องแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือหน่วย แรงเจอร์(R)ซึ่งจะทำหน้าที่บุกทะลวงเข้าไปในพื้นที่ของฝ่ายตรงข้าม แล้วอีกกลุ่ม คือ เดลต้า(D)จะทำหน้าที่รักษาที่มัน และคุ้มกันหน่อยแรงเจอร์ งานจะสำเร็จได้ถ้าพวกเราร่วมมือกัน  เอาหล่ะพร้อมแล้วไปลุยกันเลย "
ผมก็อยู่ในทีม R ทำหน้าที่เก็บฝ่ายตรงข้าม เพื่อเคลียพื้นที่ให้ ทีม D ยึด
แล้วสัญญาณนับถอยหลัง ก็ดังขึ้น 3 2 1 Fight
"ทีม R บุกไปข้างหน้า ทีม D ยิงสนันสนุน go go go GO!!!"
ทีม R วิ่งออกไปจากฐานด้วยความตั้งใจว่า จะเก็บพวกมันให้เรียบเลย แต่
" เฮ้ยปืนกูยิงไม่ออกว่ะ "
" เวงแล้วมึงโดนยิงนี่หว่า ปืนมึงนับถอยหลังง่ะ หาที่หลบก่อน" มาถึงผมก็โดนคนแรกเลย
" แม่งซุ่มยิงอยู่ตรงไหนว่ะ พวกเราแม่งมัวแต่วางแผน พวกมันเลยมารอดักยิงเลย เดิ๋ยวรอปืนกรูก่อน แล้วแยกออกซ้ายขวาน่ะ" ผมสั่งเพื่อนร่วมทีม
จากกัน พวกเราก็กระโจนออกซ้ายขวา โดยทีม R จะตีขนาบข้าง แล้ว ทีม D ยิงสนับสนุนจากฐาน
"เจอแล้ว โซ้ยแม่งเลย  ปัง ๆ ๆ "
"รายงาน ข้างหน้า ร่วงไป 2 ตัวแล้ว ให้ ทีม D เข้าคุมพื้นที่ เราจะบุกต่อไปที่หน้าฐาน"
" เฮ้ยปืนกรูนับอีกแล้ว แม่งซุ่ม ตรงไหนว่ะ เดิ๋ยวเอาเหมือนเดิมน่ะ" ผมโดนอีกแล้ว
" นับสามน่ะไป พร้อมกัน 1  2 ไป"
ไม่ทันจะออกไปถึงไหน ผมกับเพื่อนก็โดนกันอีก  ตำแหน่งเสียเปรียบซ่ะแล้ว ไอ้2ตัวที่โดนเรายิงไปเมื่อกี้ก็กลับมาแล้วด้วย
" เอางี้ ถอยก่อน รอให้ ทีม D ส่งคนที่ยิงแม่นๆ มาตั้งป้อมรอเก็บมันตอนมันออกมาบ้างแล้ว เดิ๋ยวมึง กับ กู แกล้งทำเป็นวิ่งถอยกลับฐาน   อืมเราจะวิ่งอ้อมกลับมาที่นี่ทางด้านข้างหล่ะกัน มันคงไม่ทันสังเกต"
" พอมันโผล่หัวเข้ามาตรงนี้ เราก็ซัดมันเลย ถ้าทำได้ตามนี้เก็บพวกมันหมดแน่" ผมสั่งในทีมเสร็จก็ ลงมือกันเลย
" ถอย ๆ ๆ มาตั้งรับที่ฐานก่อน" เสียงตะโกนมาจากข้างหลัง
"วิ่ง ๆ ๆ " , "ฉิบหายเอ้ย แม่งยิงแม่นฉิบ กรูโดนอีกแล้ว"
แล้วพวกผมก็อ้อมกลับมาที่เดิม แต่ปืนของผมยังนับอยู่ 10 9 8  . . .
"แม่งจะทันไหมว่ะ คงต้องลุ้นว่าสไนเปอร์ของทีม D แม่นแค่ไหน " 7 6 5 . . .
"หลุดเข้ามา 3 น่ะ ทีม D รายงาน" 4 3  . . .
"เร็ว ๆ โว้ย เดิ๋ยวตายห่ากันหมดพอดี" 2 . 1 . . .
ปัง ๆ ๆ  มันเป้นเสียงจากปืนเพื่อนผม ฝ่ายนั้นโดนไป 1 อีกสองกำลังจะมา   0 …. Ready
"ลุย ! ! !" นิ้วผมกดแช่อยู่ที่ไกปืนอยู่แล้ว มันก็ทำงานมรวินาทีนั้นทันที่ 2 คนที่เหลือ ปืนก็นับไป 10 วินาทีทองของพวกผมมาแล้ว เพราะ มันล้มไปแล้ว 5 ตัว พวกผมก็บุกทันที
"สไนเปอร์ ดูตัวซุ่ม ด้วยน่ะ " ไม่ทันขาดคำ ปืนเพื่อนผมก็นับไปซ่ะแล้ว แต่ผมเห็นแสงไฟจากปืนมันแล้ว ทีม R ที่เหลือ ก็ บุกเข้าไปลึกแล้ว ถ้าเก็บตัวนี้อีกตัว แล้วให้ ทีม D สนับสนุน งานนี้ได้แต้มกัน มหาศาลแน่
เพียงไม่กี่วินาที ผมก็เข้าถึงไอ้ตัวเนียนซุ่มยิงผมมาหลายดอกแล้ว ผมก็ซัดมันเต็มที่เลย กะว่าเอาให้มันไม่ต้องตื่นมาเล่นอีกเลย
ทั้งทีม R และ ทีม D ก็บุกเข้าไปยึดฐานฝ่ายตรงข้ามได้ จากนั่นๆไฟก็สว่างขึ้น
อ่ะจบแล้วหรอ 
ยังครับ ยกแรงยกเท่านั้นเอง  ผมก็เปลี่ยนจาก ทีม R มาเป็น ทีม D บ้าง แล้วก็ ประชุมแผน
คราวนี้ พวกเราจะบุกจากทางด้านขวา โดยจะทิ้งผมไว้คอยส่องตัวที่จะเข้าฐาน หวังหว่าแผน ตุ๋ยทางด้านขวาของเราจะสำเร็จในเวลาอันรวดเร็ว
สัญญาณไฟมาแล้ว  3 2 1 … go go go Go!!
 
นับแต้มกัน
เวลา 15 นาทีก็ผ่านพ้นไป การต่อสู้ หลังๆก็ต้องวางแผนกันให้ลึกขึ้น ซ้อนแผนกันไปกันมา ยำเค้าบ้าง โดนเค้ายำซ่ะเละบ้าง พอจบเกมส์ก็มานั่งหัวเราะกัน สนุกมาก นี่ขนาดอยู่ในห้องแอร์น่ะ แต่เหงื่อนี่ไหลกันย้อยทุกคนเลย เมื่อนับคะแนนกัน พวกผมก็ชนะกันไปอย่างเฉียดฉิว  นี่ถ้าผมยิงโดนพวกเดิ๋ยวกันมากกว่านี่อีกนิด คงโดนหักแต้มจนแพ้แน่  อย่างว่ามืดๆ ดุ่ยๆ มาผมก็ซัดไว้ก่อนหล่ะ อิ อิ อิ.  อ่ะ ซักพัก สาวๆ ก็ ออกมาจาก พิพิธภัณฑ์กัน พวกผมก็ตกลงไปไหนกันดี อืม เดินเล่นซักพักแล้ว ไปพัทยาเหนือกันดีกว่า
 
 
โบว์ลิ่ง
มาพัทยาเหนือ อืม ..  ทำไรดีหว่า  ผมก็เสนอเลยว่า ไปโยนโบว์กันดีกว่า งั้นก็ไปโยนโบวืลิ่งกัน พวกผมตอนนั้นก็แทบจะไม่เคยเล่นกันมาก่อนเลย แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไมต้องมาเล่นถึงพัทยาหว่า ก็จัดแจงเช่ารองเท้า และซื้อถุงเท้ากัน แล้วก็ลงสนามกันเลย พวกผมการโดน ท่าก็ไม่ได้เรื่อง คะแนนก็ไม่ได้เรื่อง โยนๆกันไป เล่นกันแค่เกมส์เดียวก็เมื่อยแล้ว (มันจะคุ้มค่ารองเท้า กับถุงเท้าไหมเนี่ย )
 
เดินปายตามชายหาด
จากนั้นพวกผมเดินกัน ตั้งแต่พัทยาเหนือเรื่อยไปจนถึงพัทยาใต้กันเลย ก็ เดินไป ดูสาวไป กินไป เดินไป ตลอดข้างทางก็แวะถ่ายรูปกัน เมื่อยก็นั่ง เน้นสบายๆ เรื่อยเปื่อย จนมาถึง พัทยาใต้ เราก็แวะกินข้าวต้มรอบดึกกัน แล้วก็กลับที่พัก
  
 
เมากันอีกแล้วเพื่อนตู
คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายดั่งนั้น อะไรที่เหลือในตู้เย็นเราก็เอาออกมาจัดการให้หมด คืนนั่นมีเรื่องราวมากมายที่พวกเราได้คุยกัน มีอีกหลายเรื่องที่ยังเป็นความทรงจำกันถึงทุกวันนี้ หน้าที่ของผมก็เล่นกีต้าร์สร้างความรำคาญให้เพื่อนๆขณะที่ดื่มกันอย่างเมามัน คืนนี้พวกเรานอนกันดึกมาก ๆ เพราะพรุ่งนี้ เที่ยงๆ ก็กลับแล้ว เราไม่มีกิจกรรมทำพรุ่งนี้ ตื่นมาก็ เตรียมตัวกลับ กรุงเทพเลย
  
 
โอ้วหูของผม
หลังจากที่ผมกลับจากพัทยาไม่กี่วันผมก็ไปตรวจสุขภาพ เนื่องจากว่าตั้งใจไว้แล้วว่ากลับมาจากพัทยาจะไปตรวจสุขภาพซักหน่อย เพราะช่วงนี้รู้สึกว่าใจมันสั่นๆ ก็เหมือนทั่วไป คือไปตรวจเลือด ตรวจฉี่ วัดคลื่นหัวใจ หมอก็ว่าไม่เป้นไร คิดมากไปเองมั้ง แล้วผมก็ถามหมอว่า ทำไมช่วงนี้ผมเจ็บหูจังเลย หมอก็เลยส่งผมไปแผนกหู หลังจากที่หมอส่องกล้อง ก็ พบว่าผม แก้วหูอักเสบ ซึ่งอาจเกิดจากการได้รับการกระทบกระเทือนอย่างแรง ผมก็มานั่งนึกว่าต้องเป็นไอ้เรือกล้องตัวแสบแน่เลย เพราะเวลาตกน้ำคงลงผิดท่า และบวกกับความรุนแรง จึงทำให้เกิดแรงอัดเข้าที่หูอย่างแรง หมอบอกว่าให้กินยาแล้วก็หยอดยาด้วย อีกไม่กี่วันก็หาย  หลังจากนั้นมาผมก็บอกลากับเรือกล้วยตลอดชีวิต
 
ขอบคุณที่ติดตามครับ
ก็มาถึงช่วงสุดท้าย ใครอ่านมาจนถึงตรงนี้ถึงเรียกว่ารักกันจริง การไปพัทยาคราวนี้ พวกผมสนุกมาก แถบเจ็บตัวกลับมาด้วย ค่าใช้จ่ายทั้งหมด ก็ 1 พันบาทเท่านั้นคุ้มสุดๆ คราวหน้าจะเป็นเรื่องของการไปเที่ยวภูกระดึง (Pull กะ ดึง) อันนี้ก็สนุกดีเดินกันขาลากเลย แล้วอย่าลืมติดตามน่ะครับ
 
 
Base from true story
บางช่วงของเนื้อหาอาจจริงหรือไม่จริงก็ได้ ยังไงควรปรึกษาผู้ปกครอง หรือใช้วิจารณญาณตรวจสอบกันดูน่ะครับ
 
วัชรากร พัฒนรัตน์เจริญ (ใหญ่)
Posted in Travel | 64 ความเห็น

ตลาดทุน ตลาดระดมทุน ตลาดหุ้น ใส่ก่อนย่อมได้เปรียบ

ตลาดทุน ตลาดระดมทุน ใส่ก่อนย่อมได้เปรียบ
วันนี้ ผมก็จะมาเล่าเรื่องที่ติดค้างกันไว้ ใน Blog เก่า คือเรื่อง Economic ใครกำหนด ? ยังไม่ได้อ่านลองแวะไปดูข้างล่างน่ะครับ
 
ตลาดทุน หรือ ตลาดหุ้น (Stock Exchange) เป็นสถานที่ที่หลายคนรู้จักดี บางคนก็ เข้าไปคลุกคลีกับมัน บางคนก็ ได้ดิบได้ดี หลายคนก็หมดเนื้อหมดตัวไปกลับมัน
 
ในตลาดทุน จุดมุ่งหมายหลักๆ ก็คือ การกระจายสัดส่วนความเป็นเจ้าของ ลงไปสู่บุคคลทั่วไป เพื่อมุ่งหวังให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของกิจการ มีการปันผลกำไรจากการลงทุนกลับสู้ผู้บริโภค มันก็ น่าจะคล้ายๆ กับการสหกรณ์
แต่แล้ว เมื่อเวลาผ่านไป บริษัทที่เป็นเข้าของหุ้น มีผลประกอบการที่เป็นกำไรหุ้นที่เคยมีอยู่ จาก 10 บาท เป็น 15 เป็น 20 นักลงทุนก็เริ่มมองเห็นว่า เออดีจังไม่ต้องทำไรมาก ปล่อยให้มันไปแล้วก็ ได้เงินมากขึ้น แต่เอทำไงถึงจะได้มา ก็ ประกาศรับซื้อเลย ใครต้องการขายก็เอามาขายเลย แล้วก็มีคนเอามาขาย มีคนซื้อก็มีคนขาย พอมากๆเข้า ก็เป็นตลาด แล้วก็พัฒนามาจนถึงทุกวันนี้
 
ก็ถ้ามันขึ้นเรื่อยๆ ก็คงไม่น่าจะมีปัญหา แต่อย่างที่ผมเคยบอกไว้ ว่า ถ้ามีคนกำไร ก็ต้องมีคนขาดทุนแน่นอน มันก็ต้องมีบ้างแหล่ะที่พอซื้อมาแล้ว บริษัทมันขาดทุน ปิดกิจการ ถ้าเราไปลงตรงนั้นก็ เสร็จกันพอดี
ผม กับ เพื่อนผมชื่อแป๊ะ(หนุ่ม)เคยนั่งดูหุ้นกันสมัยมัธยมปลาย ช่วงนั้นเราเรียน วิชาเศรษฐศาสตร์ ก็กางผุ้จักการอ่านกันทุกวันวิเคราะห์หุ้น เล็งหุ้นไว้ 2 – 3 ตัว มันก็สนุกดี เพราะมันช่วงเศรษฐกิจขาขึ้น อะไรก็ดีไปหมด แต่พอมาจนถึงช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ใครมีตัวไหนก็เดี้ยงหมดไม่น่ารอด
 
หลังๆผมก็มานั่งคิดว่า ตลาดหุ้นมันของใครหว่า มันต้องมีเจ้าคุมอยุ่แน่นอน
Big Lot คือผู้คุมตลาดหุ้น พอเข้ามาหุ้นก็ขึ้น พอหุ้นขึ้นข้อมูลทางเทคนิดสนับสนุนซักหน่อย รายย่อยก็แห่ซื้อ แล้วหุ้นก็ ขึ้นต่อไป เมื่อฺ Big Lot พอใจก็ถอน แล้วหุ้นก็ลง หลังจากนั้นรายย่อยก็ระส่ำ บางคนยังเกร็งต่อ บางคนก็ถอนตาม ใครติดดอยก็ซวยไป ไม่ถือแช่ก็ต้อง cut lost  วงจรมันก็มีเท่านี้จริงๆ
 
Big Lot นั้น เมื่อเทียบก็อาจจะเป็นแค่ไม้ขีดไฟ เอาแค่จุดให้ติดก็พอ จากนั้นพวกเชื้อไฟรายย่อยก็จะเข้ามาเอง (จริงๆ แล้วต่างชาติเข้ามาลงทุนนั้น ยังน้อยมากเมื่อเทียบกับรายย่อย แต่ต่างชาติไปลงตรงไหน ตรงนั้นก็สะดุด แล้วรายย่อยอีกมหาสารก็จะตามเข้ามา แม้รายย่อยจะมีปริมาณซื้อขายมากกว่าหลายเท่า แต่ต่างคนต่างลงทุน ไม่ได้ไปในทิศทางเดียวกัน รายย่อยจึงไม่สามารถควบคุมตลาดได้ และประกอบกับ Brocker ทั้งหลาย มักจะให้ข้อมูลว่า ต่างชาติเข้าตัวนู้น ต่างชาติเข้าตัวนี้ ให้ซื้อตามมันเข้าไป แล้วมันก็รอพวกเอ็งเข้าแหล่ะจะได้ออก – อย่างที่ผมบอก ใครใส่ก่อนย่อมได้เปรียบ)
 
ดังนั้นการลงทุนในตลาดหุ้น ต้องลงทุนกันระยะยาว มองกันหลายๆปี ไม่งั้นก็โดนฝรั่งหลอกแดกไปวันๆแน่นอน
 
วิธีการซื้อหุ้นที่ถูกวิธี
หุ้นลงให้ขาย หุ้นขึ้นให้ซื้อ เล่นยังไงก็ไม่ขาดทุน แต่จะโดนค่าน้ำกินหมด
 
คราวหน้า ผมจะวิเคราะห์เรื่องหวยให้ฟังครับ (ทุกวันนี้ผมลงทุนกับระบบนี้อยู่)
วัชรากร พัฒนรัตน์เจริญ
Posted in Economic | 31 ความเห็น

เกาะช้าง Chang Island @ 03/2540

เมืองเกาะครึ่งร้อย พลอยแดงค่าล้ำ ระกำแสนหวาน หลังอานหมาดี ยุทธนาวีเกาะช้าง สุดทางบูรพา
 
ขอแนะนำสถานที่แห่งที่ 2 ที่กระผมได้เดินทางไปกับเพื่อนๆ แต่มันอาจจะนานมาแล้ว ผ่านมาแล้ว 9 ปี ตอนแรกตั้งใจว่าจะเขียนต่อจาก ที ลอ ซู เลย แต่ก็เพราะขี้เกียจ วันนี้ได้ โอกาศดี จึงมาเขียนเรื่องราวแบ่งให้รับรู้กันครับ 
 
เกาะช้าง @ ตราด
การเดินทางไปเกาะช้างนั่น พวกผมไปกันแบบว่า ไปตายเอาดาบหน้า ไม่มีข้อมูล ไม่มีการเตรียมการใด ๆ ทั้งสิ้น การเดินทางไปครั้งนี้ มีเพียง 3 คนเท่านั่น คือ เอ้ เต่า และ ผม (ไปคราวนี้ไปกับเพื่อนมัธยม)
พอเพื่อนมันโทรมา ผมก็เก็บของ พอเช้าเราก็ไปขึ้นรถที่เอกมัยกัน ตีตั๋วไปจังหวัดตราด ด้วยรถปรับอากาศ ป.1 การเดินทางไปเกาะช้างนั้นขาเดินทางไปช่างทรมารมากๆ เพราะว่า พวก ผมเดินทางไปกันช่วงที่มีเช็งเม็งวันจริงพอดี ใครที่เคยเดินทางไปภาคตะวันออกช่วงนี้คงเข้าในน่ะครับ เราใช้เวลา 6 ชั่วโมงกว่าจะเดินทางมาถึงตัวเมืองจังหวัดตราด จากนั้นก็เรียกรถสี่ล้อเล็ก แล้วก็บอกเค้าว่า พี่ผมอยากไปเกาะช้าง แล้ว พี่เค้าก็พาเราไปที่ท่าเรือ (แหลมงอบ)
    
ขึ้นฝั่งที่เกาะช้าง
เมื่อมาถึงแหลมงอบ พวกเราก็ซื้อตั๋วขึ้นเรือทันที แต่เรือยังไม่มาเราก็ต้องหาอะไรใส่ท้องกันก่อน เมื่อมื้อเที่ยงตอนบ่าย 3 ผ่านไปเรือก็มา พวกเราก็ขึ้นเรือ แล้วก็เข้าไปนั่งในห้องคนขับเรือเลย(สะพานเรือ) แล้วเรือก็ลอยผ่าทะเลไปเรื่อย ๆ จน มาถึงซ่ะที พอเรือเทียบท่า พวกผมก็จับ 2 แถว ขึ้นไปเลย แล้วมันก็วิ่งไป วิ่งไป คนอื่นเค้าก็ลงไปหมดแล้ว แต่พวกผมก็ยังไม่ลงคงกะว่าคืนนี้พวกตูจะนอนบนรถหล่ะมั้ง แล้วคนขับก็ลงมาถามว่าจะไปไหนครับ พวกผมก็บอกว่าไม่รู้ครับพี่ แนะนำซักที่ซีครับเอาไม่แพงน่ะพี่  แล้วพี่เค้าก็พามาส่งที่หาดคลองพร้าว แล้วรถก็มาจอดที่ เมจิค รีสอร์ท เราก็กระโดดลงจากรถแล้วก็ไปถามราคาค่าห้องก็ 499บาท ต่อคืน พวกผมก็ขอ 1 คืนก่อนหล่ะกัน ม่ะรู้จะไปไหนแล้ว
 
ปั่นจักร เที่ยวเกาะ
เมื่อเอาของไปเก็บที่ห้อง พวกเราก็เช่าจักรยานเพื่อปั่นเที่ยวในเกาะ  ถนนที่เกาะช้างเวลานั้นกำลังอยู่ในช่วงปรับปรุง ซึ่งหลายช่วงยังคงเป็นลูกรังอยู่ เวลาปั่นจักรยานก็เลยเจ็บก้นกันไป เส้นทางการเดินทางก็ปั่นย้อนกลับไปที่ท่าเรือเพื่อสำรวจเส้นทาง และก็ ดูว่าจะมีที่ไหนจะมาอาศัยนอนวันพรุ่งนี้บ้าง ผมรู้สึกว่าหาดส่วนใหญ่ที่เกาะช้างนั้นส่วนใหญ่จะโดนรีสอร์ท หรือ โรงแรมจับจองไปหมดแล้ว หาดที่แบบว่าเข้าไปเล่นได้เลยก็เลยไม่เห็น
 
กิน นั่ง นอน
หลังจากกลับจากการปั่นจักรยาน ก็เย็นมากแล้ว พวกเราก็ไปสั่งอาหารกันที่ร้านอาหารของที่พักเลย แล้วก็ สอบถามพนักงานร้านว่ามีกิจกรรมอะไรทำบ้าง ทางริสอร์ทก็เสนอว่าไปดำน้ำดูปะการังไหม พวกผมก็เลยเลือกอันนี้แหล่ะ จากนั้นก็ออกไปเดินชายหาด นั่งๆ นอนๆ อยู่แถวนั้นจนยุงมาไล่ พวกเราก็ ชักจะไม่ไหว ก็ กลับเข้าห้องนอน รอเช้าลงเรือไปดำน้ำกัน
 
แล่นเรือ ลงน้ำ
เช้าวันรุ่งขึ้น เราทานอาหารเช้าเสร็จก็ เตรียมตัวเดินทางไปเล่นน้ำ ทางที่พักเค้าก็พาเราลงเรือเร็ว(ก็คล้ายๆเรือหางยาว) แล้วก็แจก สน็อร์กเกิล(snorkel) ,ชุชีพ และ อาหารกล่องมื้อกลางวัน เราก็ลงเรือแล้วออกเดินทางกันไปประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึงที่หมาย คนเรือเค้าบอกว่า บ่ายๆจะมารับกลับน่ะครับ พี่ก็ดำน้ำเล่นน้ำอยู่แถวๆนี้หล่ะกันน่ะครับ เกาะที่ผมไปมีหาดทรายไม่กว้างมาก แต่ก็มีคนหลายกลุ่มและมีเรือมาจอดเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้  ดำน้ำเพื่อชมประการัง และปลาต่างๆ เมื่อพวกผมลงเรือก็หาที่ว่างๆวางของสัมภาระแล้วก็ลงเล่นน้ำกันเลย snorkelแรกๆผมก็ใช้ไม่เป็น ต้องซ้อมกันอยู่ซัก10นาที เพื่อให้เกิดความเคยชินกับการใช้งานเพราะต้องหายใจเข้าทางปาก ออกทางจมูก แต่ซักพักก็ชิน หลังจากนั้นเราก็ลงน้ำเลย
 
ลอยคอ รอคอย
พวกผมก็ลงไปไม่ได้ห่างฝั่งซักเท่าไหร่ เพราะความที่ไม่เคย ก็ ลอยตุ๋บป่องๆ อยู่แถวใกล้ๆ หาด จากนั้นพอเก็นคนเริ่มไปไกลขึ้น เราก็ลองตามเค้าไป อืม ออกมาไกลเราก็เห็นอะไรมาขึ้น และไม่ต้องคอยระวังเจ้าหอยเม่น ที่อาจจะไปเหยียบโดนได้ ส่วนใหญ่แถวๆนั่นก็ จะเป็นหิน และปะการังชายฝั่ง ความสวยงามจะระดับไหนผมก็ไม่รู้เพราะไม่เคยดำ แต่ก็มากพอให้ผมตื่นตาตื่นใจ ปลาต่างๆอาจจะน้อยไปหน่อยเพราะคนเยอะ ก็เลยไม่ค่อยได้เห็นปลามาก เราลงน้ำกับไปได้ชั่วโมงกว่าๆ ก็ ขึ้นฝั่งมากินข้าวกล่องที่เตรียมมาจากฝั่งนู้น เมื่อ อิ่มแล้ว พวกเราก็ ลงไปแช่น้ำต่อ คราวนี้ไม่ดำน้ำแล้ว ก็แช่น้ำไป  ถ่ายรูปไป รอเวลาที่เรือจะมารับกลับไปเกาะช้าง
 
เก็บเป้ย้ายบ้าน
เมื่อกลับถึงฝั่งพวกผมก็อาบน้ำแล้วเก็บของเข้าเป้ เพื่อไปหาหาดอื่นนอนต่อ ถ้าจำไม่ผิดพวกผมน่าจะมาพักที่หาดไก่แบ้ พวกเรามาพักที่ซันไลต์รีสอร์ท ค่าพักถูกมากเพราะเป็นกระต๊อบ แล้วก็ใช้ห้องน้ำรวม ก็ประมาณ 199 บาทต่อคืน เราก็เลยตกลงใจเอาที่นี้แหล่ะ มีหมอนมีมุ้งกะที่รองนอนก็โอเคแล้ว หลังจากนั้นก็ออกไปเดินที่ชายหาดถ่ายรูปกัน แล้วก็ หาข้าวกิน แล้วก็เข้านอน เมื่อจากอ่อนเพลียมาจากตอนที่อยู่เกาะเราก้หลับกันสนิทเลย
 
เช้าวันสุดท้าย
แล้วก็มาถึงวันสุดท้ายจนได้ วันนี้เมื่อเราตื่นขึ้นก็ไม่สนใจอะไรทั้งสี้นนอกจากของกิน เราก็หาข้าวกินกันแต่เช้าเลย จากนั้นก็เดินเล่น และ ถ่ายรูปกันแถวรีสอร์ท วันนี้พวกผมไม่คิดอะไรมาก ก็กะว่าพอเที่ยงๆ ก็จะกลับเข้าตัวเมืองจังหวัดตราดแล้วก็ท่องเที่ยวเมือง แล้วก็รอกลับบ้าน พวกผมหลังจากออกจากเกาะช้างแล้วก็มานั่งแง่วกันอยู่ที่ตัวเมืองจังหวัดตราด เพราะรถขากลับมันออกประมาณบ่าย 3 ตัวอ.เมืองก็ไม่มีอะไรมาก ผมก็ว่ามันน่าจะทั่วๆไป ไม่ได้คึกคักเหมือนที่เกาะช้าง เมื่อถึงเวลารถออกพวกผมก็ขึ้นรถแล้วก็หลับกันยาวๆเลย ขากลับรถไม่ค่อยติดซักเท่าไหร่ มาถึงกรุงเทพก็ประมาณทุ่ม กว่าๆได้ พวกผมก็จบการเดินทางไปเกาะช้างกันที่สถานีขนส่งเอกมัย
 
โดยสรุปแล้ว การไปเกาะช้างครั้งนี้ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นมาก ก็ไปเรื่อยๆตามมีตามเกิด แต่ก็ไม่ถึงกับไม่สนุก ถ้ามีเวลาค้นหาข้อมูลมากกว่านี้คงจะได้อะไรมากกว่านี้ หลังจากงานนี้แล้ว การเดินทางท่องเที่ยวครั้งถัดไปของผมคือ ไป เที่ยวบ้านเพื่อนที่ พัทยา ไปพัทยาคราวนี้ ไปกันเกือบอาทิตย์ได้ แต่ใช้เงินน้อยมากเพราะอาศัยนอนบ้านเพื่อน
 
ขอขอบคุณทุกข้อเสนอแนะครับ (จะมีใครอ่านถึงบรรทัดนี้ไหมน่ะ)

วัชรากร พัฒนรัตน์เจริญ (ใหญ่)

Posted in Travel | 28 ความเห็น