ขอคั้นรายการด้วยเรื่องที่ผมสงสัยมาหลายปีแล้ว และคิดมาตลอด ว่าทำยังไงถึงจะหลุดจากห่วงโซ่นี้
Economic เศรษฐศาสตร์ ใครเป็นคนกำหนด…
ตอนนี้ เราทุกคนกำลังดำรงชีวิตอยู่ในยุคที่เรียกว่าทุนนิยม ถ้าแปลกันตรงตัวก็ ใครมีทุนก็เป็นที่นิยม ใครมีทุนมากกว่าก็มีโอกาศมากกว่า ใครที่มีทุนน้อยกว่าก็จะเสียเปรียบคนที่มีทุนมากกว่า เมื่อเราอยู่ในระบบนี้ สิ่งที่เราจะทำได้คือการบริหารหนี้ (ถ้าไม่ได้ร่ำรวยมาจากไหน) แปลงหนี้ให้เป็นทุน สร้างโอกาศจากการลงทุน ทำยังไงก็ได้ให้ต้นทุนต่ำ และ กำไรต้องสูงกว่าดอกเบี้ยที่เราต้องจ่าย
กำไร ทุกคนก็ต้องหวังจะกำไร แล้วอะไรคือกำไร ว่ากันง่ายๆ ก็คือ รายรับต้องสูงกว่ารายจ่ายทั้งหมด ส่วนต่างที่เป็น + เรียกกำไร และ ที่เป็น – คือขาดทุน
กำไรได้มาจากไหน ก็ต้องมาจากกระเป๋าคนข้างๆ คุณซีจริงไหม พูดง่ายๆ ถ้านายA กับ นายB มีกันคนละ 100 แล้วมีของตกจากฟ้า 1 ชี้น นาย A เก็บแล้วเอามาขายให้นาย B 20 นายฺ B ก็ซื้อมาแล้วเอาไปเก็บไว้
ตอนนี้ A = 120 B=80 นาย A กำไร 20
จากนั้น B ก็ เอามาขายคืน A 30
ตอนนี้ A = 90 B = 110 นายฺ B กำไร 10
แล้ว A ก็เอาไปขัดๆถูๆ แล้วเอามาขาย B 40
ตอนนี้ A = 130 B = 70 นาย A กำไร 30
มันก็จะเป็นอย่างงี้ไปเรื่อยๆ ใคร เป็นผู้บริโภคอันดับสุดท้ายก็จะขาดทุนเสมอ (ใช่คุณหรือเปล่า ลองสำรวจดู)
เมื่อเรามามองภาพรวมในสังคมของเรา ทุกธุรกิจต้องการกำไรแล้ว ทุกคนมันจะกำไรได้อย่างไรหล่ะ มันก็ต้องมีคนที่ขาดทุน เพื่อเอาเงินของคนเหล่านั้นมาเป็นกำไรของเรา (นายทุนเอารัดเอาเปรียบชาวบ้าน) เมื่อเราค้นพบกลุ่มคนที่ขาดทุนแล้ว เราก็เริ่มบริหารคนกลุ่มนี้ด้วยเงินกำไรที่เราได้มาจากคนเหล่านั้น แล้วทำอย่างไรหล่ะ
1. เราก็จ้างงาน (เค้าก็ จะบอกทำให้เกิดการสร้างงาน) คนพวกนี้จะใช้ต้นทุนที่ต่ำที่สุดในการหากำไร ก็ คือ แรงงาน ปัญญา จำไว้เลยไม่ว่าเค้าจะจ้างคุณแพงแค่ไหน แต่สุดท้ายแล้วก็ต้องกำไร ลูกจ้างที่ข้ามเส้นกำไรมาได้ ก็จะสามารถอยู่ได้ต่อไปโดยไม่ต้องมีข้อ2. ส่วนใครที่ข้ามไม่ได้ก็จะไปข้อ2.ต่อ
2. เราก็ปล่อยกู้ (เค้าก็ เรียกว่ากระจายเงินทุน) เมื่อรายรับไม่พอกับรายจ่าย อันนี้เป็นข้อที่อันตรายมาก ใครที่หลงมาแล้วมักจะกลับลำบาก มันจะเหมือนอยู่ในวังวน เพราะในขณะที่เราหยุดนิ่ง แต่หนี้มันจะวิ่งไปข้างหน้าเรื่อย ๆ
แล้วทำไงดีหล่ะ เราก็ต้องไปหากำไรจากที่อื่น แล้วดึงเม็ดเงินเข้ามาในสังคมเรา จะได้ไม่มีคนที่ขาดทุน
มันก็เหมือนเดิมแต่มันใหญ่ขึ้น ระดับจังหวัด ระดับประเทศ เราก็ต้องไปเอาเปรียบชาติอื่น ไปจ้างแรงงานถูก (มีต่างชาติมาลงทุน สร้างงาน) แล้วก็เอาของไปขายมัน ทำให้งบเกินดุลไว้ พอพวกมันขาดทุนเยอะๆ เราก็ไปปล่อยกู้มัน โอ้พระเจ้าเหมือนประเทศเราตอนนี้ไหม
ผมก็นั่งคิดว่า ใครจะหลุดพ้นจากบ่วงโซ่นี้ได้ ต่างคนต่างกินกันไปกินกันมา เมื่อกินกันเป็นวงกลม มันก็ไม่หมดไม่สิ้น มันจึงทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ ค่าครองชีพสูงขึ้นทุกปี เพราะเงินเดือนคุณขึ้นทุกปี ต้นทุนมันก็ต้องขึ้นทุกปี มันก็จะเป็นอย่างงี้ไปเรื่อยๆ ไม่ต้องแปลกใจเลย ถ้าอีกสักวัน มาม่า จะขายห่อละ 500 ในขณะที่เงินเดือนคุณอยู่ที่ 100,000
ตอนนี้มีอยู่ไม่กี่ประเทศที่หลุดพ้นบ่วงนี้ก็ คือ ประเทศค้าน้ำมัน คนเหล่านี้อาศัยขุดของฟรีมาขาย คนที่จะหลุดพ้นได้ต้องอาศัยของฟรีให้มากที่สุด นั่นก็คือทรัพยากรธรรมชาติ ต้นทุนมันต่ำ ไม่ต้องสร้างอะไรเลย สร้างแต่โรงกลั่นแล้วก็เอามาขาย ขายอย่างเดียวไม่พอ เอามาปั่นราคาในตลาดอีก เท่านั่นยังไม่พอมีการฮั้วกันกำหนดราคา และอัตราการผลิตอีก ถ้าอย่างของไทยก็คือ เกษตรกรรม แต่โลกทุนนิยม มันต้องอุตสาหกรรม ของเกษตรกรรมมันจึงไม่ค่อยมีค่า เราก็เลยไปได้ไม่ถึงไหน ถ้าเราฮั้วราคาข้าวกันกับประเทศค้าข้าว ป่านนี้ก็รวยกันไปแล้ว
แต่ในประเทศไทยก็มีบุคคลอยู่ท่านนึง ซึ่งเข้าใจและค้นพบแนวทางการหลุดห่วงโซ่เศรษฐกิจนี้ ก็ คือ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือ ในหลวง ของพวกเรา ท่านพระราชทานคำว่า พอเพียง มาให้ ถ้าพวกเราไม่เข้าใจแก่นของคำว่าพอเพียงของพระองค์ท่านก็ยังคงไม่หลุดจากห่วงโซ่นี้แน่นอน
พอเพียง คือการอยู่อย่างพอดี สร้างกำไรจากธรรมชาติ จากทรัพยากรรอบตัวมากกว่ากำไรจากบุคคลรอบข้าง เพื่อทำให้อัตราเงินเฟ้อต่ำลง แต่ไม่ถึงกับเงินฝืด เพื่อคงสถานะทางการเงินไว้ ทำให้ต้นทุนเราต่ำกว่า เมื่อมีประเทศอื่นเข้ามาซื้อขาย ก็จะมีผลทำให้เราเกินดุล ค่าเงินแข็งขึ้นเพราะเงินของต่างชาติมาอยุ่ที่เรา ต่างชาติก็ต้องพิมพ์เงินออกมา ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อในประเทศนั้นๆ แล้วสุดท้ายเราก็ไป ปล่อยกู้ให้ประเทศนั้นๆ แล้วเราก็ไม่ต้องไปสนใจประเทศนั้นอีก เพราะ ยิ่งปรเทศเจริญมากเท่าไหร่ เราก็จะเจริญมากกว่าเพราะว่าเราเป็นเจ้าหนี้
ยังไงก็ฝากไปสำรวจดูครับว่าวันนี้คุณพอเพียงแล้วหรือยัง
ผมไม่ได้เป็นนักเศรษฐศาสตร์ น่ะครับ แค่ผมรำคาญคำว่า "เป็นไปตามกลไกตลาดโลก" ระบบนี้ฝรั่งมันคิดน่ะครับ เราก็ไปเรียนตามฝรั่งมันแล้วเมื่อไหร่จะหลุดพ้นหล่ะ
ยังมีอีก เรื่องก็คือตลาดทุน หรือ ตลาดหุ้นที่เรารู้จัก ไว้วันหลังจะพูดถึงครับ
วัชรากร พัฒนรัตน์เจริญ
วันนี้เข้ามาก็เจอเรื่องเครียดเลยนะครับ หลังจากเคยอ่านแต่เรื่องสนุกสนานของการท่องเที่ยว โดยส่วนตัวผมก็ไม่ค่อยรู้เรื่องเศรษฐศาสตร์อะไรรู้แต่เพียงว่า ถ้าวันนี้หาเงินมาได้ 100 บาท จะกินจะใช้ยังไงก็แล้วแต่ต้องพยายามเหลือเงินเก็บไว้ให้ได้อย่างน้อย 20 บาท คิดแค่นี้จริงๆ ครับ ไม่อยากคิดซับซ้อนให้ยุ่งยาก แต่ก็ถือว่าเรื่องราวในบล็อกวันนี้เป็นประโยชน์มากครับ … สุขสันต์วันปีใหม่แบบไทยๆ นะครับ เดินทางไปไหนก็ขอให้ปลอดภัยตลอดเส้นทางไปและกลับนะครับ
มาทักทายคร๊าฟฟฟ
แวะมาทักทายเช่นกันคร่า…..
ไม่ทราบว่าช่วงตรุษสงกรานต์ไปเที่ยวที่ไหนมาบ้างหรือเปล่าครับ เพราะถ้าไปมาคงต้องมีเรื่องราวและภาพถ่ายๆ สวยๆ มาฝากกันอีกเช่นเคยใช่หรือเปล่าเอ่ย … ช่วงสงกรานต์ผมก็แค่กลับไปบ้านเกิดครับ ยังไม่อยากกลับบ้านเก่า 555+++
หวัดดีครับ ที่กล่าวมาก้อถูกครับ ที่เศรษฐศาสตร์นั้นมุ่งแต่หาผลกำไรใส่ตัวและต้องได้ผลกำไรเท่านั้น
แต่ในสาขาเศรษฐศาสตร์ที่สอนกับมาก้อมีบ้างวิชาที่สามารถนำมาใช้เป็นตัวโน้มถ่วงคำกล่าวนี้
แต่คนหรือบริษัทต่างไม่นิยมทำกันครับ
ถ้าบริษัทหรือบุคคลทำกัน กลไกไกตลาดโลกที่คงไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอนครับ
เป็นเพราะในปัจจุบันนักเศรษฐศาสตร์และนักธุรกิจนำเศรษฐศาสตร์มาใช้ไม่หมดครับ
เขาเหล่านั้นเศรษฐศาสตร์มาใช้เพียงด้านเดียวครับ
และถ้ากล่าวไปแล้ว ปรัญชาพอเพียง ขอในหลวงถ้าเป็นตัวถ่วงได้ดีมากครับ
ที่บรรยายมาก้อไม่ได้เก่งเศรษฐศาสตร์อะไรหรอกครับ
ก้อเพียงศึกษาบ้างเล็กน้อยนะครับ
มีความสุขนะครับ